Tuesday, November 25, 2014

1448 LOVE AMONG US รักเรา...ของใคร (พ.ศ. ๒๕๕๗)



1448 LOVE AMONG US รักเรา...ของใคร
(อรุณศักดิ์ อ่องลออ, พ.ศ. ๒๕๕๗)

อย่างหนึ่งที่ชอบ คือการที่หญิงรักหญิงในหนังเรื่องนี้ ดูเปน 'ผู้หญิ้ง..ผู้หญิง' ทั้งคู่ ไม่ใช่ให้คนหนึ่งเปน 'ทอม' อีกคนเปน 'ดี้' แบบเรื่องอื่น ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่ายังหนีไม่พ้นกรอบของความเปน 'รักต่างเพศ' อยู่ดี การที่เรื่องนี้นำเสนอภาพลักษณ์ของตัวละครเอกทั้งสองที่มีความเปนผู้หญิง ทั้งกิริยา ท่าทาง การแสดงออก เลยทำให้รู้สึกว่าถึงความเปน 'รักเพศเดียวกัน' ได้ชัดเจน ทำให้อดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า น่าจะมีหนังของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน แบบที่ตัวละครเปนทอมทั้งคู่ เปนตุ๊ดทั้งคู่ เปนสาวประเภทสองทั้งคู่ ฯลฯ ก็คงจะน่าสนใจดี อยากรู้เหมือนกันว่าความรักแบบที่เรียกกันว่า 'ไม่มีเพศ' นั้นมันจะมีจริงมั้ยในโลกนี้

อีกอย่างที่ชอบ คือหนังค่อนข้างนำเสนอออกมาดูสวยงาม เต็มไปด้วยอารมณ์ฝันๆ ตามแนวทางของหนังรักโรแมนติกส่วนใหญ่ จะว่าไปก็ดูเพลินดี และไม่มีอะไรชวนให้รู้สึกรำคาญจนทนไม่ได้ (ยกเว้นตอนเอาเพลงพญาโศกมาใส่ในหนังนั่นแหละ ที่รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้ากับอารมณ์หนังตอนนั้นเท่าไหร่ ได้ยินบางคนหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ #ข้าพเจ้าเลยพลอยติดเชื้อมาด้วยเพราะนั่งใกล้กัน ^^)

การถ่ายภาพของหนังถือว่าสวยงาม มีบรรยากาศฟุ้งๆ ของความรักความโรแมนติกอบอวลอยู่ตลอดเรื่อง ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า เออเนาะ! อยากมีเงินไปทำรีสอร์ตเปิดร้านกาแฟใช้ชีวิตอยู่กับคนรักที่ปายบ้างจัง คงมีความสุขไปชั่วชีวิตเบยยยย #เพ้อเจ้อละ 55555555 บางฉากก็ไม่แน่ใจว่าการพยายามสื่อความหมายพิเศษอะป่าว แต่เรารู้สึกว่ามันออกมาดูเท่ดี เช่นฉากถ่ายผ่านคบเพลิงที่ผูกติดกันเปนซี่กรงไปให้เห็นหน้า สายป่าน-อภิญญา เหมือนกำลังติดอยู่ในกรงขัง ขณะที่ บัว-อิสซาเบลล่า ที่นั่งคุยอยู่ข้างๆ กลับไม่มีอะไรมาบังหน้าบังตา เหมือนหนังต้องการสื่อว่าฝ่ายหนึ่งยังติดแหง็กอยู่ในกรอบที่สังคมกำหนดไว้แน่นหนา เพราะตอนนั้นตัวละครยังมีแฟนเปนผู้ชาย ยังไม่รู้ว่าความรักระหว่างหญิงกับหญิงคืออะไร บลาๆๆ

กับอีกฉากที่สายป่านคุยกับแฟนผู้ชาย ด้วยความไม่เข้าใจกันเลย หนังก็ถ่ายให้เห็นทั้งคู่หันหน้าหากัน โดยมีต้นไม้ต้นเบ้อเริ่มตั้งขวางอยู่ตรงกลาง สื่อความหมายชัดเจนว่า ให้ตายยังไงสองคนนี้ก็ไม่มีทางเข้าหากันได้อย่างเด็ดขาด นอกนั้นก็โอเคอะ ฉากเลิฟซีนโดยเฉพาะหญิงกับหญิง ทำออกมาได้ดูดี มีรสนิยม และทำให้รู้สึกว่ามันเปนเรื่องสวยงามจริงๆ อ่อ! ต้องชมอีกอย่างว่า สายป่านเล่นเรื่องนี้ได้สุดยอดมาก อารมณ์ต่างๆที่แสดงออกดูเป๊ะไปหมด เชื่อว่าปีนี้ต้องมีชื่อเธอติดเข้าชิงรางวัลของสถาบันต่างๆแน่นอน

สำหรับเนื้อหาในส่วนของกฎหมายการแต่งงานที่ถูกหยิบมาทำเปนหนัง เรามองว่ายังไม่มีอะไรใหม่หรือแปลกไปจากที่เคยรับรู้มาสักเท่าไหร่ จำได้เลาๆว่ามีหนังโทรทัศน์ของฝรั่งเรื่องหนึ่งก็พูดอะไรประมาณนี้ไปแล้ว และก่อนหน้านี้เราก็เคยได้ดูหนังสั้นที่พูดถึงเรื่องพวกนี้ไปเหมือนกัน เพราะงั้น เราเลยได้แต่นั่งดูและรับรู้ไว้เปนข้อมูล ว่าบ้านเรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองคู่แต่งงานที่เปนคนรักเพศเดียวกัน การจะทำอะไรก็ต้องคิดเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ให้มากๆ เพราะหนทางยังอีกยาวไกลนัก

แต่ที่ชวนให้รู้สึกตงิดใจเอามากๆ คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมหมอถึงมัวแต่จะรอให้ญาติมาเซ็นยินยอมก่อน จึงจะยอมผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วย ในเมื่อหน้าที่ของหมอ คือการต้องรักษาชีวิตคนป่วยเจ็บไว้ก่อนเปนลำดับแรก มิใช่หรือ? การที่หมอเอาแต่อ้างว่าต้องรอให้ญาติ หรือคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นมาเซ็นยินยอม เพื่อป้องกันมิให้ตนเองมีปัญหาถูกร้องเรียนหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา จนมันสายเกินกว่าจะช่วยชีวิตผู้ป่วยบาดเจ็บไว้ได้ มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า 'หมอ' ช่างเปนชนชั้นเทวดาที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลยจริงๆนะเว้ยเฮ้ย! ... :'-P


No comments: