THE HUNDRED-FOOT JOURNEY
(Lasse Hallstrom, 2014)
หนังสนุกฮะ แม้ว่ามันออกจะยืดยาดไปหน่อย แต่ก็ดูได้พอเพลินๆ เรื่อยๆ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหนังไทยไปออสการ์ปีนี้คือ "คิดถึงวิทยา" มิใช่เพราะมีเนื้อเรื่องเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่รู้สึกว่ามันออกจะเปนหนังอารมณ์เดียวกัน คือดูแล้วเห็นแต่อะไรๆ มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูไปเสียทุกสิ่งอย่าง เต็มไปด้วยความงดงามชวนฝัน น่าตื่นตะลึงงันเปนที่สุด! พูดให้ชัดเจน แต่อาจฟังดูแรง คือมันเปน 'หนังโลกสวย'
เพราะโลกทั้งใบในหนังล้วนแล้วไปด้วยความสวยงาม ไม่แค่เฉพาะฉากหลังอันเปนหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของฝรั่งเศสเท่านั้นหรอก แต่พฤติกรรมนานาแลปัญหาอุปสรรคที่ตัวละครต้องเผชิญ ก็นำเสนอออกมาได้อย่างไร้เดียงสาน่าเอ็นดู๊น่าเอ็นดู! คือไม่มีอะไรที่ร้ายกาจเกินทน หรือถึงมีก็สามารถแก้ให้ตกไปได้อย่างง่ายดาย เช่น เชฟหนุ่มบุคลิกเด็กแว๊นที่ถูกจับได้ว่าเปนต้นเหตุลอบวางเพลิงร้านอาหารคู่แข่ง ก็โดนลงโทษแค่ไล่ออกเท่านั้น แล้วก็หายหัวไปจากหนังอย่างง่ายดาย! #ถ้าเปนบ้านเราคงต้องมีฉากหมอนี่ย่องเข้ามาทุบหัวยายแก่เจ้าของร้านให้หายแค้นเปนแน่ #คิดแบบนี้เพราะเพิ่งอ่านข่าวเจ้าของร้านอาหารโดนลูกจ้างเก่าย่องมาฆ่าล้างแค้นหรือเปล่าหว่า T__T
เพราะงั้น เลยเห็นสมควรจะถือว่ามันเปน 'หนังเพื่อความบันเทิง' ล้วนๆ ละกัน คือดูไปได้โดยไม่ต้องอะไรกับมันมาก คิดแค่ว่ามันให้ความสุขสันต์หรรษากับเราได้ก็พอละ อย่าเอาความจริงอันขรุขระหยาบกระด้างเข้าไปจับต้องนะ เด๋วปวดหัวตายห่า! 5555...
หนังเล่าเรื่องครอบครัวชาวอินเดียครอบครัวหนึ่งซึ่งหนีตายจากภัยการเมืองไปอยู่ยุโรป และเปิดร้านอาหารเลี้ยงชีพ ก่อนหอบหิ้วกันข้ามพรมแดนมาในชนบทของฝรั่งเศส ซึ่งผู้เปนพ่อดันเจอบ้านเก่าเหมาะจะทำเปนร้านอาหารยิ่งนัก เลยตกลงใจขอซื้อทันที โดยไม่ฟังคำทัดทานของลูกๆ ที่บอกว่าคนฝรั่งเศสไม่กินอาหารอินเดีย เพราะอาหารฝรั่งเศสเลอค่าหาใดเทียบเทียมอยู่แล้ว ฝ่ายพ่อก็เถียงหัวชนฝาว่า "เปนเพราะพวกเขายังไม่รู้จักอาหารอินเดียน่ะสิ!"
แต่ที่หนักหนาสาหัสกว่า คือฝั่งตรงกันข้าม เปนร้านอาหารฝรั่งเศสหรูเริ่ดระดับดาวมิชลิน ซึ่งมีลูกค้าประจำล้วนเปนคนใหญ่คนโตทั้งนั้น เทียบกันแล้วร้านอาหารอินเดียเปิดใหม่ก็ดู 'กระจอกงอกง่อย' ชนิดไม่เห็นฝุ่น แต่กระนั้น ตาพ่อก็ยังคงเชื่อมั่นในความคิดของตน ไม่ยอมให้มีอะไรมาขัดขวางความตั้งใจอย่างเด็ดขาด
ช่วงครึ่งแรกของหนัง เดินเรื่องได้อย่างสนุกสนานและมีชีวิตชีวามากๆ โดยเฉพาะการสร้างฉากความขัดแย้งระหว่างตาพ่อชาวอินเดีย (โอม ปูรี) กับ มาดามมัลลอรี่ (เฮเลน เมียร์เรน) เจ้าของร้านอาหารสุดหรู ทั้งคู่เปิดฉากทำสงครามทางธุรกิจได้อย่างน่ารักน่าชัง ตามแบบคนแก่ที่ชอบเอาชนะคะคาน เช่น พอรู้ว่าอีกฝ่ายมีเมนูเด็ดอะไร ก็ไปกว้านซื้อวัตถุดิบตัดหน้าอีกฝ่ายจนเกลี้ยงเสียก่อน หรือไม่ก็ไปร้องเรียนว่าอีกฝ่ายมำผิดกฎระเบียบของเทศบาลยังงั้นยังงี้ บลาๆ ดูแล้วก็รำคาญอยู่หน่อยๆ ว่ามันทำให้เรื่องไม่ค่อยคืบหน้าเสียเลย แถมยังทำให้หนังยืดเยื้อโดยไม่จำเปน แต่คงเปนเพราะผู้กำกับเก่งละมัง เลยไม่รู้สึกอะไรมาก กลับรู้สึกว่าเพลินดีนะ คือมันเพ้อๆ สวยงาม มีความบันเทิง เหมือนดูหนังฟิลกู๊ดของ GTH ก็ไม่ปาน (เอิ่มม...ที่พูดนี่แค่เปรียบเปรยให้เห็นภาพเท่านั้น มิได้หมายความว่ามันจะมีคุณภาพเท่าเทียมกัน ^^)
เรื่องมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อมาดามมัลลอรี่จับตัวการที่ลอบวางเพลิงร้านอาหารอินเดียได้ และจัดการไสหัวมันออก เปิดโอกาสให้พระเอกหนุ่มชาวอินเดีย ผู้มีฝีมือการทำอาหารเปนเลิศ ก้าวเข้ามาเปนเชฟในร้านแทน ทำให้ร้านได้ดาวมิชลินดาวที่ 2 มาประดับเกียรติ หลังจากรอคอยมานานถึง 30 ปี จากนั้นหนังก็โฟกัสไปที่ชีวิตของพระเอกหนุ่มที่ก้าวขึ้นจุดสูงสุดของการเปนเชฟระดับโลก มีชื่อเสียงขจรขจาย แต่กลับต้องใช้ชีวิตลำพังโดดเดี่ยวในเมืองใหญ่ ห่างไกลครอบครัวและคนรัก ทำให้เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต
หนังยังมีรายละเอียดอีกเยอะฮะ แต่เล่าคร่าวๆ แค่นั้นพอ อ่านแล้วก็น่าจะมองออกเนาะ ว่ามันก็หนังสูตรสำเร็จดีๆ นี่แหละ เดาตอนจบได้ไม่ยากหรอก ว่ามันจะลงเอยอย่างไร อย่างที่บอกคือคนทำตั้งใจให้หนังดูสนุก ดูแล้วอมยิ้ม มีความสุข เดินออกจากโรงด้วยความประทับใจ ซึ่งต้องยกให้เปนความดีงามและความเก่งกาจของผู้กำกับ ลาสซี ฮอลสตรอม ที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมาได้น่ารัก ดูแล้วรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสวยงาม ชนบทฝรั่งเศสก็เงียบสงบงดงาม พระเอกอินเดียก็หล่อ นางเอกฝรั่งเศสก็สวย พูดจาไพเราะ กิริยามารยาทเรียบร้อย มีน้ำจิตน้ำใจเมตตาดีงามไปเสียทุกสิ่งอย่าง กระทั่งป้าเฮเลน เมียร์เรน ที่วางท่าเริ่ดๆ เชิดๆ หยิ่งๆ ยะโสโอหังน่าถอดรองเท้าตบหน้า แต่เนื้อแท้ของนางก็เปนคนจิตใจดี ยิ่งฉากดราม่า นางเล่นได้ซาบซึ้งรุนแรง ทั้งที่หนังไม่ค่อยให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับตัวละครที่นางสวมบทมากนัก แต่การแสดงของนางก็ทำให้รู้สึกว่ามันมีความลึกซึ้งซับซ้อนอยู่เยอะ ส่วนโอม ปูรี ดาราเก่าชาวอินเดียก็เล่นเปนตาแก่หัวรั้นได้อย่างน่าเอาไม้ฟาดไม่แพ้กัน
ยอมรับตามตรงว่าดูหนังจบแล้วรู้สึกหิว อยากกินอาหารอินเดียขึ้นมาทันที เพราะหนังให้เห็นหน้าตาและสีสันของอาหารที่สวยงามฝุดๆ #ได้กลิ่นเครื่องเทศลอยมาเบยยยยย เลยอดคิดไม่ได้ว่าถ้าประเทศไทยอยากจะโปรโมทอาหารไทย ก็ไปจ้างผู้กำกับคนนี้มาทำหนัง เชื่อว่าเขาน่าจะทำให้คนดูอยากกินอาหารไทยแน่ๆ แบบเดียวกับที่เราดู Chocolat ซึ่งเปนผลงานของผู้กำกับคนเดียวกัน แล้วต้องรีบไปหาช็อกโกแล็ตร้อนกิน ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบกินช็อกโกแล็ตเท่าไหร่เล้ยย... :'-P


No comments:
Post a Comment