Thursday, November 20, 2014

สัญญาแห่งคิมหันต์ (พ.ศ. ๒๕๕๗)



สัญญาแห่งคิมหันต์
(ธณัฐกรณ์ บางเภา/ดรัสพงศ์ ตรงประสิทธิ์,
พ.ศ. ๒๕๕๗) 

ไม่รู้จะว่ายังดี! งั้นพูดตรงๆละกัน ว่าหนังค่อนข้างแย่ พูดให้ชัดเจนกว่านั้น คือคุณภาพของหนังอยู่ในระดับต่ำกว่าหนังไทยคุณภาพต่ำตมหลายเรื่องที่ออกมาก่อนหน้าเสียอีก ซึ่งความ 'แย่' และความ 'คุณภาพต่ำ' ก็น่าจะเกิดขึ้นด้วยหลายสาเหตุอะเนาะ เรื่องเงินทุนก็เปนส่วนหนึ่งแหละ ที่ดับฝันคนอยากทำหนังกันมานักต่อนักแล้ว ซึ่งตัวแปรหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไปไม่ถึงจุดที่จะเรียกได้ว่าดี ก็หนีไม่พ้นเรื่องเงินนี่แหละ T^T

แต่นั่นก็ไม่ใช่จะเอามาเปนข้ออ้าง/ข้อแก้ตัวว่าที่หนังออกมาเปนอย่างที่มันเปน ก็เพราะเงินทุนน้อย เพราะโดยส่วนตัว เราไม่ค่อยติดขัดอะไรกับข้อผิดพลาดด้านเทคนิคของหนัง เช่นเสียงพากย์ไม่ตรงกับปาก เห็นคนเคาะประตูแต่เสียงหายทั้งที่เสียงจากปากดังชัดเจนแจ่มแจ๋ว หรือถ่ายภาพออกมามืดตื๊อ จนต้องหันไปถามคนข้างๆว่าทางโรงลดความสว่างของหลอดไฟในเครื่องฉายลงกะทันหันหราาาา 5555+ แต่เราจะรู้สึกติดขัดหงุดหงิดใจกับการที่หนังดู 'ไม่สนุกเลย' มากกว่า #ทนไม่ไหวเลยต้องหยิบคิมหันต์มันฉาบขึ้นมาแทะเล่นแก้ง่วง O_o

พูดให้แรงไปเลย ก็ต้องบอกว่าทักษะการเล่าเรื่องให้ออกมาเปนหนังของผู้กำกับ ยังอยู่ในระดับเตาะแตะนะฮะ คือไม่สามารถชักจูงคนดูให้เกิดความรู้สึกหรือมีอารมณ์ร่วมใดๆไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครได้เลย ตลอดครึ่ง ชม. แรกของหนังสูญเปล่าไปด้วยเหตุการณ์อันไม่เปนสาระ และไม่ทำให้เรื่องคืบหน้า มีแต่ความพยายามของคนทำหนังที่จะเสนอฉาก 'หาดทราย-สายลม-สองเรา เวอร์ชั่น Y' ซึ่งก็ออกมาดูประดักประเดิดเหลือทน เพราะดูแล้วก็ไม่เชื่อเลยสักนิดว่าเด็กผู้ชายหน้าใสๆ สองคนที่เพิ่งมาเจอกัน มันจะสนิทสนมกันเปนเพื่อนกัน ที่สำคัญคือแสดงท่าทีแบบนั้นใส่กันได้อย่างไม่ขัดเขินโดยที่ 'ไม่เปนเกย์' :'-O

ถ้าเปนสักเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน การทำอะไรให้มันดูคลุมๆเครือๆแบบนี้ อาจมองได้ว่าเปนความเก๋กู๊ด เปนการเลี่ยงหาทางออกที่จะไม่พูดออกมาตรงๆ เพราะเด๋วพวกหัวโบราณจะรับไม่ได้ แต่พอมาถึงยุคนี้ที่หลายสิ่งอย่างมันเปลี่ยนไปเยอะ พูดให้ชัดๆคือคนดูพร้อมจะเชื่ออยู่แล้วว่าเด็กผู้ชายวัยทีนสองคน ที่เล่นวิ่งไล่กันบนชายหาด นั่งชิงช้าตัวเดียวกัน เนื้อตัวเบียดเสียดกันจนไฟแทบลุกท่วมจอขนาดนั้นมัน 'เกย์โคตรๆ' !! เพราะงั้นการทำออกมาแบบนี้จึงมองเปนอย่างอื่นได้ยาก นอกจากคนทำหนังไม่มีฝีมือ :'-)

นอกเหนือจากความล้มเหลวด้านการกำกับและการเล่าเรื่อง ในส่วนของการเขียนบทก็แหลกเหลวในด้านการผูกเรื่องและสร้างรายละเอียดให้น่าเชื่อถือ นั่งดูไปก็มีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลา ว่าตัวละครที่ถูกพ่อห้ามเรียนในสิ่งที่ตนชอบ มันควรจะต้องมีรีแอ็คชั่นอะไรมากกว่าแค่ถือกล้องเดินเหงาๆไปรอบเกาะอะปะ หรือมีอะไรที่ทำให้เราควรเชื่อว่าแค่ความเหงาและอยากมีเพื่อน ก็ทำให้เด็กผู้ชายสองคนที่เพิ่งรู้จักกัน กลายเปนเพื่อนรักสนิทสนมผูกพันกันได้แล้ว ทั้งที่ทั้งคู่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าวิ่งเล่นอยู่ริมทะเล ยิ่งเรื่องปาฏิหาริย์บลาๆตอนท้ายเรื่อง ยิ่งหนัก!! เหมือนคนทำคิดอะไรไม่ออกว่าจะหาทางลงให้เรื่องยังไงดี ก็เลยใช้วิธีนี้แทน มันไม่เมคเซ้นส์เลยแม้แต่นิดเดียว T__T

ก็ขอฝากไว้ให้คิด #ถ้าบังเอิญคนทำหนังมาได้อ่านอะนะ เพราะเรามีความรู้สึกว่าคนทำหนังเรื่องนี้ มุ่งแต่จะทำให้หนังออกมาดูเปนหนัง Y มากจนเกินไป อาจจะเปนด้วยเหตุผลตื้นๆว่า มันมีกลุ่มตลาดที่เปนเป้าหมายรอบรับแน่นอน อันนี้ก็แล้วแต่จะว่ากันไปเนาะ แต่ถ้าคิดว่าดีก็ทำต่อไปเถอะ ถ้าแต่คิดจะ 'เอาดี' ในความเปนคนทำหนังละก็ คงต้องทำให้ได้ดีกว่านี้อีกหลายๆเท่าเลยฮะ... :'-P

No comments: