คิตตี้ที่รัก
ช่วงนี้บ้านเราเหมือนจะกลับมาฝุ่นตลบอีกรอบละ เพราะมีคนนำสัญลักษณ์ชูสามนิ้วในหนังชุดนี้มาใช้ เพื่อแสดงการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ก็เลยมีข่าวให้ได้รับรู้กันเปนรายวัน ว่ามีการควบคุมตัวคนชูสามนิ้วในที่สาธารณะไปพูดคุย 'ปรับทัศนคติ' ที่สถานีตำรวจ น้องมอดเห็นข่าวเหล่านี้แล้วก็ไม่รู้จะว่าไงดีอะ แต่คิดว่ามันก็เปนสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นของแต่ละบุคคล น้องมอดว่าเราทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่ก่อความเดือนร้อนเสียหายให้แก่ผู้อื่น ก็ไม่น่าที่จะปิดกั้นหรือห้ามปรามกัน #แต่ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็คงมีมุมมองอีกแบบหนึ่งอะเนาะ!
แต่จากข่าวที่ได้ยิน มันทำให้น้องมอดอดที่จะรู้สึก 'กลัว' ขึ้นมาไม่ได้ กลัวว่าถ้าเราดันเผลอไปชูสามนิ้วในที่สาธารณะ ทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมือง แบบที่เพจหนึ่งเอามาเขียนการ์ตูนล้อเลียน ก็อาจถูกรวบตัวไปปรับทัศนคติเอาได้ง่ายๆ ^^ อย่างช่วงก่อนหน้านี้ น้องมอดก็ประสาทถึงขนาดเลิกกินแซนด์วิชและเลิกหยิบหนังสือ 1984 ไปอ่านนอกบ้านกันเลยทีเดียว 55555 แบบว่ามันชักจะเสียวๆ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องควรหวาดเสียวด้วยซ้ำ
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ คิตตี้ ว่าเมื่อไรบรรยากาศแห่งความกลัวและหวาดระแวงแบบนี้ จะหมดสิ้นไปจากบ้านเราเสียที ToT พูดก็พูดเถอะ...เห็นข่าวคนชูสามนิ้วแล้วโดนจับเนี่ย ทำให้น้องมอดแวบคิดถึงฉากหนึ่งใน Catching Fire ทันที ฉายที่ตาลุงคนหนึ่งชูสามนิ้วให้แคทนิส แล้วคนอื่นๆ ก็ทำตามกันใหญ่ พักเดียวเท่านั้นเอง พีซคีปเปอร์ก็ตรงเข้ามาจับตัวตาลุงคนนั้นไปยิงทิ้งซะงั้นเอง! ซึ่งก็ไม่มีเหตุมีผลพอๆกับที่เกิดขึ้นในบ้านเราเท่าไหร่ แต่น้องมอดเชื่อว่าบ้านเราคงไม่มีวันไปถึงแบบในหนังหรอก หวังว่านะ ^^
เล่าเรื่อยเปื่อยให้คิตตี้ฟังเสียยืดยาว แต่แค่อยากบอกให้คิตตี้ฟังว่าน้องมอดไปดู Mockingjay Part 1 มาแล้วละ หนังก็สนุกมากๆนะ แต่ถ้าให้เปรียบเทียบกับ Catching Fire แล้ว น้องมอดออกจะชอบเรื่องนั้นมากกว่า คงเปนเพราะเรื่องนี้แบ่งออกเปนสองภาค เลยต้องมีการยืดเรื่องให้ยืดยาวออกไปบ้าง แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ ดีนะ ยิ่งพอถึงตอบจบ ยิ่งรู้สึกขัดใจว่าทำไมถึงไม่ทำให้มันจบๆไปเลย(วะ!) มาทิ้งเราไว้ให้รู้สึกค้างๆคาๆเหมือนดูตอน finale ของซีรีส์แล้วมันน่าโมโห แบบว่ามันลุ้นอยากรู้ต่อจริงๆว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อ เพราะถึงน้องมอดจะรู้เรื่องหมดละ ก็เคยอ่านนิยายมาแล้ว แต่ยอมรับว่าหนังทำออกมาได้สนุก โดยเฉพาะฉากสู้รบถล่มทลายซึ่งน่าตื่นตาและตื่นเต้นมาก แม้ว่าทั้งเรื่องจะมีฉาก แคทนิส ยิงธนูให้เห็นแค่ครั้งเดียวก็เถอะ #ฉากเดียวในตัวอย่างหนังนั่นแหละ แต่ก็เปนฉากเด่นของภาคนี้เลยนะ ส่วนฉากดราม่าเร้าอารมณ์ก็ทำได้ดีมาก ไม่บีบคั้นจนเกินควร
แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือการแสดงของ เจนลอว์ ที่รับมือกับตัวละครของเธอได้ทุกอารมณ์ ยอมรับเลยว่านางเปนตัวละครที่เล่นหนังเก่งมากๆ เพราะให้เล่นออกมาดูตลกขำๆ ก็เล่นได้ ให้เล่นแนวซีเรียสเครียดขรึมก็ดูน่าเชื่อถือ ยิ่งบทดราม่าแทบไม่ต้องพูดถึงเลย บางฉากทำเอาน้ำตาซึมตามไปด้วย เพราะงั้น คิตตี้คอยดูไปเถอะ ว่าอีกไม่นาน เจนลอวจะต้องได้ออสการ์ตัวที่สองแน่นอน #แล้วพี่แสงดาวของน้องมอดได้ตัวที่สองเมื่อไหร่ง่าาาาาา.... ^__^
พูดถึงเนื้อหาของภาคนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนเปนการเตรียมตัวเพื่อไปสู่การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หลังจากแคทนิสตกลงใจเปน 'ม็อคกิ้งเจย์' ซึ่งคือสัญลักษณ์ของผู้นำการต่อสู้ นำพามวลชนไปสู่อิสรภาพ ปลดแอกตนเองจากการถูกกดขี่มาเนิ่นนานภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทรราชย์ที่นำโดย ปธน.สโนว์ จอมฉ้อฉลและเลือดเย็น ขนาดสั่งฆ่าคนป่วยเจ็บในโรงพยาบาลได้อย่างหน้าตาเฉย ต้องเรียกว่า 'ไม่ใช่คน' แล้ว (แต่มองอีกแง่ การที่แคทนิสถูกส่งมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บในโรงพยาบาล เพราะต้องการถ่ายคลิปไปโปรโมทการต่อสู้ ซึ่งกลายเปนสาเหตุให้พวกเขาต้องพบจุดจบ ก็มองได้ว่าแคทนิสอยู่ในฐานะ 'ทูตแห่งความตาย' ได้เหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ...ขืนมองแบบนี้ นางก็จะแลดูไม่เปนนางเอก เปนวีรสตรีในสงครามประชาชนเท่านั้นเอง 55555)
อีกจุดที่น่าสนใจในภาคนี้ คือการที่หนังทำให้เราเห็นว่า 'สื่อ' หรือ Media คืออาวุธสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างแนวร่วมมวลชนได้อย่างทรงประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากการที่แคทนิสถูกทำให้กลายเปนสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เพื่อให้มวลชนผู้ถูกกดขี่เกิดความฮึกเหิม และยินดีเข้าร่วมในการปฏิวัติด้วยความเต็มใจ ทำให้เธอแทบจะกลายเปนดาราที่ต้องมีกล้องคอยตามติดเพื่อบันทึกภาพเธอทุกวินาทีเลยทีเดียว ทว่าอย่างไรก็ตาม ต่อสื่อมีพลังช่วยกระจายข่าวไปได้กว้างไกลเพื่อใด แต่หากขาดตัวบุคคลผู้มีศักยภาพในการโน้มน้าวจิตใจผู้คนได้แล้ว ทุกอย่างก็ย่อมหมดความหมาย
เอาเปนว่าหนังดูสนุกก็ละกันนะ คิตตี้ น้องมอดก็คงพูดได้เท่านี้ เพราะหนังมันยังมีต่อ ซึ่งต้องรอถึงปีหน้า เชื่อว่ามันน่าจะต้องมันหยดถล่มทลายยิ่งกว่าภาคนี้แน่แท้ ที่สำคัญคือเราจะได้เห็นจุดจบของผู้นำทรราชสโนว์ด้วยความสะใจเสียที รอมานานตั้งสามปีละ ห่วงอยู่ก็แต่ว่าจะมีคนเอาหนังไปผูกโยงกับการเมืองบ้านเราขึ้นมาอีกรอบ อันอาจจะทำให้มีการยกเลิกหรือเลื่อนการฉายออกไป ซึ่งถ้าเปนอย่างนั้น คนดูหนังคงเงิบกันไปทั้งประเทศแน่ๆ คิตตี้ก็ช่วยน้องมอดภาวนาหน่อยละกัน ^o^
รักคิตตี้จุงเบย
น้องมอด
วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
เวลา ๑๓.๐๑ น.


No comments:
Post a Comment