INTERSTELLAR
(Christopher Nolan, 2014)
ไม่แน่ใจเหมือนกันนะฮะ ว่ามันเกี่ยวกับขนาดของภาพหรือเปล่า แบบว่าไม่ได้ดูโรง IMAX อะ มันเลยทำให้ความอลังฯ-ตื่นตาตื่นตะลึงของงานภาพ อันเปนจุดขายหลักของหนัง ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้อดสงสัยต่ออีกหน่อยไม่ได้ ว่าถ้าได้ดูจากจอยักษ์ จะชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นหรือเปล่า เพราะเท่าที่รู้สึก ณ บัดนาว คือ เฉยๆ! ก็ดีอะ! ดูได้เรื่อยๆ! แต่ถ้าถามว่า แล้วอยากดูซ้ำอีกมั้ย ตอบได้เลยว่าไม่อะ #เว้นแต่จะได้ดูฟรีในโรงIMAX55555555
เปนเพราะรู้สึกว่าหนังออกจะยืดยาดและชวนให้รู้สึกเบื่อๆ อยู่เหมือนกันนะฮะ แถมยังพูดเรื่องเข้าใจยากเสียอีก แบบว่าคุยกันแต่เรื่องฟิสิกส์ล้วนๆเลย #เผอิญข้าพเจ้าเปนเด็กวิทย์ที่ตกฟิสิกส์ตลอดเสียด้วยT^T เลยทำความเข้าใจเรื่องที่ตัวละครคุยกันไม่ได้สักเท่าไหร่ งงไปเบยว่ามันคุยอะไรกันหว่า ดีที่หนังมีภาพใหญ่ๆ โตๆ ให้เห็นเปนระยะ เช่น ฉากพายุฝุ่นตลบ ฉากสึนามึ ฉากอวกาศ-รูหนอน-หลุมดำ บลาๆ มาช่วยกระตุ้นความสนใจ ทำให้รอดพ้นจากความง่วงหงุบหงับหลับลึกไปได้
เรื่องนี้ไอเดียของหนังคือ โลกกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติจาก 'ทุพภิกขภัย' หรือการขาดแคลนอาหาร เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น โลกทั้งใบมีแต่ฝุ่นปลิวตลบอบอวลตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์แห่งนาซ่าจึงริเริ่มโครงการสำรวจอวกาศ ค้นหาดาวเคราะห์คล้ายโลกที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีพอยู่ได้ เพื่อเตรียมใช้เปน 'บ้านใหม่' ของมนุษย์โลกต่อไป
แต่พล็อตเรื่องที่ทำให้หนังดูดราม่าขึ้น คือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว ซึ่งบอกตามตรงว่าดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย นอกจากรู้สึกหมั่นไส้ว่ามันจะอะไรกันนักหนา(วะ!) คือว่าพ่อมันก็ไปอวกาศนานเปนสิบยี่สิบปี ตั้งแต่ลูกยังตัวนิดเดียวจนโตเปนสาวแล้ว มันก็ยังคร่ำครวญหวนไห้อย่างไม่รู้จักเลิกรา เห็นแล้วรำคาญมากกว่าจะลุ้นเอาใจช่วย ทั้งที่ก็เข้าใจอะนะ ว่าเรื่องพ่อรักลูกผูกจิตเนี่ย มันยิ่งใหญ่-มันอลังฯ-มันดราม่า-มันบลาๆ แต่หนังกลับทำออกมาได้จืดชืดมาก ขาดการโน้มน้าวให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วมตาม คือมันไม่มีอะไรที่ทำให้เรา 'เชื่อ' ได้เลยว่าลูกสาวจะรักพ่อคิดถึงพ่อได้นานถึงขนาดนั้น มันควรจะต้องมีฉากอะไรที่แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่ผูกพันกันจนขาดจากกันก็แทบจะเปนจะตายมากกว่านี้อะปะ #ไม่รู้เหมือนกันไม่เคยทำหนัง55555 เอาเปนว่าดูแล้วไม่อิน โอเคปะ ^^
แต่นั่นก็ยังไม่ชวนเง็ง เท่ากับตอนที่พ่อมันหลุดเข้าไปในหลุมดำ แล้วไปโผล่เปนผีอยู่หลังชั้นวางหนังสือ คอยใบ้หวยให้ลูกสาวมันต่างๆ นานานั้น บอกตรงๆ ว่าไล่ตามงับเรื่องไม่ทันจริงๆ ฮะ ไม่เข้าใจว่าพ่อมันเข้าไปในมิติพิศวง-มิติหลง-มิติเร้น #ของจินตวีร์วิวัธน์ ได้ยังไงที่ไหนเมื่อไหร่ แล้วเสด็จไปตั้งนอกโลกไกลจนไม่รู้กี่พันปีแสง แต่สุดท้ายเมิงก็ย้อนอดีตกลับมาบอกใบ้ลูกสาวให้กลายเปนคนกอบกู้โลก ช่วยเหลือมนุษย์ชาติได้สำเร็จเนี่ยนะ!! #ตรรกะเหตุผลความเปนไปได้มันคืออะไรฮะ #เด็กวิทย์ตกฟิสิกส์อย่างข้าพเจ้าดูแล้วเศร้าใจทำไมกูโง่ หรือว่าต้องไปอ่านตำราวิทยาศาสตร์ กฎของเวลา ทฤษฏีสัมพัทธภาพ บลาๆ ให้แตกฉานเสียก่อน ถึงจะมาดูหนังแล้วเข้าใจได้ปรุโปร่งก็มิรู้สิเนาะ! T___T
นั่งๆ ดูไปก็เลยอดนึกไปถึง Gravity ขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันก็เปนหนังที่เน้นความยิ่งใหญ่อลังการของฉากในห้วงอวกาศเหมือนกัน แต่เรื่องนั้นกลับทำออกมาได้ดีงามกว่า #เพราะแซนดร้าบูลล็อค555555 และดูสนุกกว่ามากมาย ตรงที่มันไม่ได้พยายามพูดถึงประเด็นใหญ่โตอย่างการกอบกู้โลก แล้วก็ไปได้ไม่สุดทางแบบเรื่องนี้ #เพราะดันไปวกเข้าประเด็นความรักกับแรงโน้มถ่วงห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ แต่พูดถึงเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับการหาทางเอาตัวรอดของมนุษย์ในภาวะวิกฤติ และการเอาชนะจิตใจตนเองให้หลุดพ้นจากความหมดอาลัยตายอยาก และลุกขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับการมีชีวิตอีกครั้ง
สรุปคือมันไม่เกี่ยวหรอกฮะ ว่าดูจอยักษ์แล้วหนังจะสนุกกว่า เพราะถ้าหนังมันสนุกจริง ดีจริง จะดูจากจอขนาดไหน มันก็ต้องเปนอย่างงั้นใช่ปะ อีกหน่อยพอมันไปเข้าเคเบิ้ล เราก็ต้องดูมันจากจอเล็กอยู่ดี #จอทีวีบ้านใครใหญ่เท่าจอIMAXเหรอ เพราะงั้นเลยคิดว่า "ขนาดภาพคือมา(ร)ยา เนื้อหาสิของจริง"... :'-P

No comments:
Post a Comment