THE EYES DIARY คนเห็นผี
(ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, พ.ศ. ๒๕๕๗)
หนังสนุกดี ดูแล้วค่อนข้างชอบ แต่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเปนก่อนหน้านี้สักหลายๆ เดือน เราอาจจะอินกับบางประเด็นในหนังมากกว่านี้ แต่ล่วงมาตอนนี้ มันเหมือนจะหาคำตอบบางอย่างให้ตัวเองได้แล้ว เลยไม่รู้สึกอินมากเท่าไหร่ ^_^
มีความรู้สึกว่าชื่อไทยของหนังน่าจะเปลี่ยนเปน 'คน(อยาก)เห็นผี' จะเข้ากับพล็อตมากกว่า เพราะเปนเรื่องของชายหนุ่มผู้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเห็นวิญญาณแฟนสาวที่ตายไปแล้ว ด้วยการเก็บข้าวของของคนตายมาไว้ที่บ้าน ด้วยความเชื่อว่าถ้าผีมีจริง และมีความหวงข้าวหวงของจริงอย่างที่เชื่อๆ กัน ก็คงจะวนเวียนกลับมาเพื่อทวงของของตนกลับคืนไปเปนแน่ ถึงตอนนั้นเขาก็คงจะได้เห็นผี อันจะนำไปสู่โอกาสให้เขาได้เห็นวิญญาณแฟนสาวอย่างแน่นอน #ตรรกะแบบว่าไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่เนาะฮะ แต่ชายหนุ่มกลับหารู้ไม่ว่า วิญญาณแฟนสาวก็เวียนวนอยู่ในบ้านที่เขาและเธอใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ แต่เขาไม่อาจมองเห็น จึงกลายเปนว่าข้าวของของคนตายที่เขานำมาเก็บไว้ หวังจะใช้เปนสื่อให้ตนได้เห็นผี กลับเปนวิญญาณแฟนสาวนั่นเองที่เห็นผีมาตามทวงของแทน
ถ้าหนังเรื่องนี้จะมีอีกชื่อหนึ่งว่า 'ผีเห็นผี' ก็ถือเปนเรื่องเหมาะควร555555+
ส่วนชื่อภาษาอังกฤษนั้น พอจะเข้าใจได้ว่าเปนเหตุผลด้านการตลาดที่ต้องการให้อิงถึง The Eye คนเห็นผี เวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้อีกแหละ ว่าแล้วมันเกี่ยวกับไดอารี่ตรงไหน เพราะทั้งเรื่องก็ไม่เห็นตัวละครตัวใดชอบเขียนหรือบันทึกอะไรอย่างเปนกิจจะลักษณะเลยสักคน o_O
ชอบที่หนังสร้างตัวละครขึ้นมาอย่างมีจุดมุ่งหมายอะไรสักอย่าง พูดให้ชัดเจนคือสร้างตัวละครขึ้นมาก็เพื่อให้ถูกใช้งานในหนัง เช่นเพื่อสื่อสารไอเดียความคิดของคนทำหนังไปสู่คนดู เช่นในกรณีของตัวละครหลักทั้งสี่ตัว ซึ่งต่างก็มีความโดดเด่นดีงามต่างกันไป หรือเพื่อใช้เปนตัวเบรคอารมณ์เครียด เรียกเสียงฮาจากคนดู ซึ่งทำได้อย่างถูกที่ถูกจังหวะมากๆ เช่นฉากเพื่อนตุ๊ดของ น็อต (ปั้นจั่น ปรมะ) โดนผีหลอกในลิฟต์ เปนฉากที่ฮาขี้แตกขี้แตนมากๆ และไม่รู้สึกว่าเปนส่วนเกินของหนังแต่อย่างใด
หนังดูง่ายเข้าใจง่าย ไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจเนื้อหาให้วุ่นวายใจ แต่ในความ 'ดูแล้วเข้าใจง่าย' นี่แหละ ที่มันมีความลึกซึ้งอันชวนให้ประทับใจและน่าจดจำอยู่ไม่น้อย #ถือเปนเอกลักษณ์ของผู้กำกับท่านนี้ที่ยังหาใครในรุ่นเดียวกันเทียบเทียมได้ยาก ^^ เช่นบทพูดของ มดตะ (เมโกะ ชนนิกานต์) ที่บอกว่า การที่นางออกจากบ้านที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในครอบครัวไปอยู่ที่อื่นนั้น ไม่ใช่เพราะต้องการหนีจากเรื่องร้ายๆ แต่เปนเพราะสถานที่นั้นมันมีความทรงจำดีๆ เกิดขึ้นมากมายต่างหาก! #ฟังแล้วโดนฝุดๆ ทำให้นึกถึงคำพูดของตัวละครในหนังเกาหลีเรื่อง IL Mare ที่บอกว่า เราเศร้าไม่ใช่เพราะความรักจากไป แต่เพราะมันยังอยู่กับเราตลอดเวลา T___T
ขณะที่ตัวละครอื่นอย่าง จอห์น (แจ๊ค กิตติศักดิ์) และ ปลา (โฟกัส จิระกุล) ต่างก็มีภูมิหลังที่น่าสนใจไม่น้อย มีอยู่ตัวเดียวเท่านั้นแหละที่คนดูแทบจะไม่รู้จักพื้นเพของเขาเลยคือ น็อต นอกจากรู้แค่ว่าเขามีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งถือเปนเรื่องยากเย็นยิ่งยวดในการก้าวไปให้ถึงจริงๆ ทำให้เรามองข้ามไปเลยว่าเขาเปนใคร? มาจากไหน? มีดีอะไรถึงทำให้ผู้หญิงยอมหอบผ้าผ่อน ซึ่งทำให้พ่อแม่เสียใจในการมาอยู่กินกับผู้ชายคนนี้ ซึ่งในฉากแฟลชแบ็คก็แลดูว่าเขาค่อนข้างเอาใจแฟนอยู่นะ ขณะที่นังชะนี...เอ๊ย! ฝ่ายหญิงออกจะ 'เยอะ' ไปหน่อย เอะอะอะไรก็จะให้ผู้ชายเปนฝ่ายง้อคอยตามใจอย่างเดียว #แล้วมึงจะมาเรียกร้องสิทธิสตรีทำเผือกอะไร #เกี่ยวกันมั้ย55555555
ชอบตอนจบของหนังมากที่สุดสุด มีความรู้สึกว่า ถ้าผู้กำกับจะเลือกฉากจบให้ซอฟต์กว่านี้ก็น่าจะได้ แต่มันอาจผลักให้หนังกลายเปนเรื่องโรแมนติกเพ้อฝันจนเกินไป #เพราะโลกจริงๆมิได้สวยงามขนาดนั้น #ทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น เขาจึงเลือกจบด้วยช็อตแรงๆ เปนการปิดท้าย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตอนที่นั่งดูมาตั้งแต่ต้น เราลุ้นอยากให้น็อตได้เห็นปลา เพื่อที่มันจะได้เลิกบ้า แล้วกลับไปใช้ชีวิตตามปรกติเสียที เพราะการไม่รู้จักปล่อยวางนั้นเปนความทุกข์อันไม่ต่างอะไรกับการตกนรกอยู่แล้ว แต่พอถึงฉากจบที่น็อตทำภารกิจสำเร็จ ได้มองเห็นปลาอย่างที่ตนมุ่งหวัง เรากลับรู้สึกว่านี่ต่างหากคือ 'นรก' ที่แท้จริง!
เพราะงั้น 'พึงระวังในสิ่งที่คุณปรารถนา' (Be careful what you wish for) เพราะมันอาจมิได้นำมาซึ่งความสุขสันต์สมหวังอย่างที่เราใฝ่ฝันถึงแต่อย่างใด... :'-P

No comments:
Post a Comment