คิตตี้ที่รัก
วันก่อน น้องมอดไปดูหนังเรื่อง WHIPLASH มาละ หนังสนุกดีนะ แต่น้องมอดบอกไม่ถูกว่าตกลง 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ' หนังกันแน่ คือดูแล้วมันรู้สึกเฉยๆ แต่ยอมรับว่ามันเปนหนังที่ 'ดีมาก' มีเครดิตดีงามมาจากเทศกาลหนังระดับโลกหลายแห่งเสียด้วย ตอนดูตัวอย่างหนัง ก็เข้าใจว่ามันเปนหนังว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน อย่างที่เคยดูมาจนเกร่อ เลยแอบสงสัยในใจนิดหน่อยว่าถ้ามันออกแนวซ้ำซากขนาดนั้น นักวิจารณ์ต่างประเทศจะแห่กันชื่นชม (จนค่ายหนังต้องรีบนำคำวิจารณ์มาใช้ในการโปรโมท) เชียวหรือ...
พอไปดูด้วยตัวเอง เลยเข้าใจว่าเปนเพราะหนังมันดีจริงๆนั่นแหละ แม้พล็อตเรื่องโดยรวมจะเปนแนว 'ตามล่าหาฝัน' กับ 'ครูผู้เปนแรงบันดาลใจ' แต่เอาเข้าจริง เนื้อเรื่องกลับไม่ได้ดำเนินรอยตามแนวเรื่องที่เราๆคุ้นเคยเลย คือแทนที่หนังจะพาเราไปพบกับความงดงามของการมีจิตใจมุ่งมั่น ทำตามความฝัน แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามขวางหน้า แต่สุดท้ายก็ย่อมจะได้รับความสำเร็จเปนบำเหน็จรางวัล อะไรทำนองนั้น ก็กลับพาคนดูดิ่งลึกลงสู่สภาวะจิตใจของตัวละคร ซึ่งถูกครอบงำด้วยแรงปรารถนา ความทะยานอยากจะได้เปนศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีให้ได้
เหตุนี้เอง เขาจึงยอมละทิ้งทุกสิ่งอย่างในชีวิต โดยเฉพาะแฟนสาวที่เพิ่งคบหากัน ให้เหตุผลว่าเพราะเธอจะกลายเปนตัวถ่วง คอยขัดขวางมิให้เขาก้าวไปสู่จุดสูงสุดแห่งความสำเร็จดังปรารถนา (ใจร้ายฝุดๆเลยประโยคนี้ T__T)
ว่าที่จริง การที่คนเรามีความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจังในการก้าวเดินไปให้ถึงซึ่งความฝันสูงสุดของตน ถือเปนเรื่องควรยกย่องชื่นชม น่าสนับสนุน และเอาใจช่วยเนาะ ^^ แต่ยังไงไม่รู้สินะ เท่าที่ดูในหนัง น้องมอดมีความรู้สึกอยู่ประมาณหนึ่ง ว่า แอนดรูว์ (ไมล์ส เทลเลอร์) เด็กหนุ่มผู้เปนตัวละครเอก เข้าข่ายเปนพวก 'กระหายความสำเร็จจนน่าสะพรึง' เพราะที่เขาต้องการไม่ใช่แค่ความสำเร็จธรรมดา แต่เปนความสำเร็จในระดับ 'ยิ่งใหญ่' ถึงขั้นที่โลกต้องจดจารจารึกชื่อของเขาไว้ตลอดกาล แม้ในวันที่เขาหาชีวิตไม่แล้ว แบบเดียวกับที่โลกเคยจดจำศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต
นี่เองที่กลายเปนแรงผลักดันสำคัญให้เขายอมอดทนต่อความเจ็บปวดนานา อันเนื่องมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ขนาดเอาเปนเอาตาย เพียงเพื่อให้ได้ทำตามความฝันของตนให้สำเร็จ จนอาจพูดได้อีกแบบหนึ่งว่า เขาเปนคนกระหายความยิ่งใหญ่ จนไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้แต่น้อย ถึงขนาดที่เขากล้าประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ตนยินดีจะกลายเปนคนติดเหล้า-ติดยา-ติดการพนัน มีชีวิตยากจน ครอบครัวล้มเหลว และตายไปก่อนวัยอันควรอย่างน่าเวทนา หากว่านั่นจะแลกกับการที่เขาได้กลายเปนนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ มีแต่คนจดจำเขาได้ตลอดไป ซึ่งเขาจำกัดความว่ามันคือ "ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ" แทนการมีชีวิตอยู่ต่อมาอย่างยืนนาน บนความมั่งคั่งร่ำรวยและสมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน แต่กลายเปนเพียงคนธรรมดาที่โลกไม่เคยแยแสสนใจ!
น้องมอดก็ไม่รู้เหมือนกันนะคิตตี้ ว่าการคิดแบบนี้มันถูกหรือผิด แต่ที่แน่ๆคือรู้สึกว่า มันออกจะเปนแนวคิดที่ 'สุดโต่ง' เกินไป เพราะเห็นได้ชัดเจนว่ามันเปนชีวิตที่ไม่มีความสมดุลเลย น้องมอดจำได้ว่าเคยฟังไลฟ์โค้ชบางคนพูดว่า ชีวิตของคนเรานั้นประกอบไปด้วยสามส่วนสำคัญ คือ 'หน้าที่การงาน/ชีวิตครอบครัว/ชีวิตส่วนตัว' เปนเหมือนรูปสามเหลี่ยม ซึ่งแต่ละคนมีหน้าที่ต้องไปทำให้มันอยู่ในจุดสมดุลให้ได้ ชีวิตจึงจะราบรื่นและมีความสุข มันอาจมีด้านหนึ่งตึง-หย่อนหรือยานย้วยไปบ้าง ก็เปนเรื่องธรรมดา เพราะถึงยังไงก็คงไม่มีใครทำให้สามเหลี่ยมทุกด้านมันออกมาเท่ากันตายตัวได้อยู่แล้ว
แต่การกระหายความสำเร็จ จนถึงขนาดตัดขาดตนเองจากทุกสิ่งอย่าง แล้วนำทั้งหมดทั้งมวลของชีวิตตนมาโถมทับลงในด้านหน้าที่การงานอย่างเดียว แบบที่แอนดรูว์แสดงออกมาในหนังเรื่องนี้ น้องมอดก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่เรียกว่าน่ากลัว แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ยิ่งในฉากที่เขารีบเร่งจะเปนจะตาย เพื่อไปให้ทันขึ้นเวทีแข่งขัน แต่ดันประสบอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน แทนที่เขาจะหยุดเพื่อตรวจสอบความเสียหาย รวมถึงสำรวจว่าตนได้รับบาดเจ็บสาหัสตรงไหนบ้าง ก็กลับไม่นำพาแม้แต่น้อย ฉวยอุปกรณ์สำคัญในการเล่นดนตรีได้ก็แล่นลิ่วไปขึ้นเวที ทั้งที่เลือดยังท่วมหัวหูอยู่นั่นแหละ! แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เขาเปนคนรักและห่วงใยในตัวเองน้อยนิดเต็มที
และอีกหนึ่งตัวละครที่มีบทบาทสำคัญต่อหนังไม่น้อย คือ เทอเรนซ์ เฟลทเชอร์ (เจ.เค. ซิมมอนส์) ครูผู้ทำหน้าที่ควบคุมวงดนตรี ซึ่งค่อนข้างมีบุคลิกห่างไกลจาก 'ครูผู้เปนแรงบันดาลใจ' อยู่หลายขุม น่าจะเรียกได้ว่าเปน 'Teacher From Hell' ได้เต็มปากเต็มคำด้วยซ้ำ เพราะเขาใช้วิธีการควบคุมดูแลนักดนตรีในวงราวกับอยู่ในค่ายฝึกทหาร แม้ว่าจะเปนไปเพื่อให้ทุกคนมีระเบียบวินัยในการฝึกเพื่อมุ่งสู่ความเปนเลิศ แต่น้องมอดก็แอบอดสงสัยไม่ได้นะ ว่านักดนตรีที่เจอกับผู้คุมวงจอมโหดมหาหินขนาดนั้น จะมีแก่ใจเล่นดนตรีให้ออกมาไพเราะได้อย่างไร #หรือว่าการเล่นวงบิ๊กแบนด์แบบในหนังมันไม่ต้องใช้อารมณ์ในการเล่นก็ไม่รู้เหมือนกันนะแฮะ!
แต่เอาเปนว่าทุกคนในวงก็ดูอดทนกันได้อะ ไม่ว่าจะโดนดุโดนว่า-ด่า-ตะคอกราวกับเปนหมูหมา แต่ก็เห็นก้มหน้าก้มตาเล่นกันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งอาจเปนเพราะว่านักดนตรีแต่ละคนต่างรับรู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อเข้ามาในวง จะต้องเจอกับอะไร รวมถึง 'ยอมรับ' อย่างเต็มใจในความโหด-ดุดัน-หนักหน่วงของครูฝึกคนนี้ จนพากันมองข้ามช็อตไปไกล (กว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า) ยังความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นแก่ตนในอนาคต ว่าภายใต้การชี้แนะและฝึกฝนของครูผู้นี้ จะทำให้พวกเขาสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าที่ตั้งใจแน่นอน
นี่ละมัง ที่กลายเปนเหตุผลให้แอนดรูว์พยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ตนเองได้เข้าไปอยู่ในวง และฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้ตนได้กลายเปนนักดนตรีตัวจริงในที่สุด
อันที่จริง การมีครูหรือโค้ชเก่งๆมาคอยควบคุม-กดดัน-จำจี้จ้ำไชให้เรา 'พัฒนาตัวเอง' ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้นั้น น้องมอดว่าเปนสิ่งดีนะ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะสามารถผลักดันตนเองให้ก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง การมีโค้ชคอยช่วยให้คำแนะนำ-สอนสั่ง-ให้คำปรึกษาจึงเปนสิ่งจำเปน เพียงแต่ 'วิธีการ' เท่านั้นแหละที่ยังออกจะน่ากังขา ว่าโค้ชจะใช้วิธีการแบบเดียวกันกับเด็กทุกคนได้หรือเปล่า ในเมื่อพื้นฐานความละเอียดอ่อนในจิตใจแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ ก็เหมือนหนังจะมีคำตอบให้คนดูแล้วว่า หากมันเปนสิ่งที่เรารักเราชอบมันจริงๆ ต่อให้ถูกกดดันหนักหนาสาหัสขนาดไหน ก็ไม่มีวันที่คนๆนั้นจะท้อแท้ถอดใจอย่างเด็ดขาด
คิตตี้รู้มั้ย น้องมอดเคยได้ยินใครสักคนพูดให้ฟังว่า ศิลปินต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ที่เราเห็นว่าเค้ามีชีวิตเต็มเปี่ยมเลิศลอย สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยเงินทองและเกียรติยศชื่อเสียงอย่างที่คนทั้งโลกต้องอิจฉา กลับป่วยจิตด้วยถูกโรคซึมเศร้าคุกคาม ต้องหันไปพึ่งเหล้า-ยา-สารเสพติด จนนำไปสู่การดับชีพตนเองเปนทางออกสุดท้าย สาเหตุมันเกิดจากพวกเขาไม่เหลืออะไรในชีวิตให้ต้องต่อสู้ฟันฝ่า เพราะก้าวมาถึงจุดสูงสุดแห่งความสำเร็จแล้วนั่นแหละ ก็เหมือนกับเกมที่น้องมอดเคยเล่นให้คิตตี้ดูไง ในเมื่อเราเล่นจนผ่านด่านต่างๆมาได้ครบทุกด่านแล้ว มันก็ไม่เหลืออะไรให้เล่นต่อ นอกจากย้อนกลับไปเริ่มต้นเล่นใหม่อีกรอบ
แต่ในชีวิตจริงคนเรา มันยาวนานกว่าการเล่นเกมหลายเท่า การจะย้อนกลับไปเล่นเกมเดิมที่เคยเล่นมาเกือบทั้งชีวิตอีกครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนที่ว่าจะให้ลองหันเหเปลี่ยนเป้าหมายไปทำอย่างอื่น มันก็ต้องใช้เวลาในการค้นหาเหมือนกันนะ ซึ่งก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆอีกเช่นกัน
เพราะงั้น มันจึงไม่แปลกที่คนกลุ่มนี้จะโดนโรคซึมเศร้าถามหา และลงเอยด้วยการเสียชีวิตก่อนเวลาสมควร ไม่ด้วยการเสพยาเกินขนาดก็ด้วยการฆ่าตัวตาย!
คิดมาถึงตรงนี้ น้องมอดเลยหวนนึกถึงคำพูดของแอนดรูว์ที่ประกาศต่อหน้าทุกคนถึงเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกจะเดิน หากว่ามันจะทำให้เขาได้กลายเปนศิลปินผู้ยิ่งยงระดับตำนาน เลยเกิดเปนคำถามขึ้นในใจว่า มันคุ้มกันมั้ย? กับการที่เราจะได้เปนที่จดจำของคนทั้งโลก ภายหลังจากเราตายไปแล้ว แต่ตอนมีชีวิตอยู่กลับต้องใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์ทรมาน เทียบกับการที่เราได้ใช้ชีวิตราบรื่นไปจนหมดสิ้นอายุขัย แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เปนที่รู้จักและจดจำของผู้ใด นอกจากคนใกล้ชิดแค่ไม่กี่คน
ชีวิตแบบไหนกันที่เราสมควรจะเลือกให้กับตัวเราเอง...
นี่ถ้าเปนเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่น้องมอดเพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานในวงการใหม่ๆ น้องมอดคงจะตอบคิตตี้ได้ทันทีเลยละ แต่พอถึงตอนนี้ อาจเปนเพราะน้องมอดรู้แล้วว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน ผนวกกับการที่มีอะไรหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต จนทำให้น้องมอดเกิดความลังเลที่จะตอบ เช่นเดียวกับที่บอกไม่ถูกเอาจริงๆว่า ทำไมน้องมอดถึงไม่รู้สึกปลื้มปริ่มริงอะดิงกับหนังเอาเสียเลย ทั้งที่หนังก็ออกจะดีงามถึงปานนี้ คิตตี้ช่วยน้องมอดคิดหน่อยดิ
รักคิตตี้จุงเบย
น้องมอด
๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗
เวลา ๐๐.๔๕ น.


No comments:
Post a Comment