บุปผา อาริกาโตะ
(ยุทธเลิศ สิปปภาค, พ.ศ. ๒๕๕๙)
เอิ่ม...ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีนะฮะ กับการกลับมาของ ‘บุปผา ราตรี’ ในครั้งนี้ หลังจากที่ยิ่งทำยิ่งเละเทะเลอะเทอะ โดยเฉพาะภาค 3.1 กับ 3.2 ที่พูดได้เลยว่า “มันหนังอะไรก็ไม่รู้” จนนึกว่าผู้กำกับน่าจะถอดใจกับการทำหนังชุดนี้ไปแล้ว ทว่าวันเลวคืนร้ายก็มีจริง! เมื่อมีข่าวว่าผู้กำกับท่านนี้ก็ได้ขุดโปรเจ็คท์หนัง “บุปผา ราตรี” มาปัดฝุ่นใหม่ ใช้ชื่อว่า “บุปผา อาริกาโตะ” คงเพื่อให้เหมาะเจาะคล้องจองกับการที่เรื่องราวในภาคนี้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเรื่องเกิดที่เกาหลี คงไม่แคล้วใช้ชื่อว่า “บุปผา อันยองฮาเซโย” ถ้าเกิดที่จีน ก็คงเปน “บุปผา หว่ออ้ายหนี่” เกิดที่พม่าก็เปน “บุปผา มิงกาลาบา” หรือถ้าเกิดที่ลาวก็ต้องเปน “บุปผา สะบายดี” แน่แท้ #เวิ่นมากไปละน้องมอด ^_^
แต่ คหสต. น้องมอดก็รู้สึกว่าน่าจะใช้ชื่อ “บุปผา จูออน” มากกว่า เพราะนอกจากจะทำให้รู้ว่าเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นแล้ว ยังทำให้รู้ว่าได้ reference ผีจากหนังเรื่องใดมาอีกต่างหาก
[ นอกเรื่องนิดนุงเนาะฮะ ^^ อยากถามพี่ๆน้องๆที่อ่านรีวิวของน้องมอดว่า ย่อหน้าที่แล้วแลดู ‘สปอยล์’ หนังเกินไปมั้ยฮะ เพราะน้องมอดทวิตถึงหนังเรื่องนี้ใน #movietwit ว่า “หนังแลดูเปน Ju On มากไป” ก็มีคนตอบทวิตมาว่าน้องมอดกำลังสปอยล์หนัง! ก็เลยงงๆว่าถ้าแค่นี้เรียกสปอยล์ ต่อไปก็ไม่ต้องเขียนกันแล้ว...รีวงรีวิว… T__T เพราะไม่รู้เลยว่าในความคิดของคนดูหนังยุคนี้ ตรงไหนถึงจะเรียกสปอยล์ ตรงไหนไม่เรียก เพราะไม่เคยมีใครออกมาขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว น้องมอดมองว่าการบอกแค่นั้นไม่ถือเปนการสปอยล์เรื่อง แต่เปนการบอกลักษณะเด่นๆโดยรวมของหนังมากกว่า ซึ่งคนอ่านมีสิทธิ์ที่จะคิดเห็นแตกต่างได้ (อย่าลืมว่าการอ่านรีวิวหนัง คือการอ่านความคิดเห็นของผู้เขียนรีวิวที่มีต่อหนังเรื่องนั้นๆ อ่านแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ไม่ว่ากัน เปนสิทธิส่วนบุคคล) อีกอย่างคือ น้องมอดก็เขียนถึงหนังมานาน เชื่อว่าตัวเองพอจะรู้ ว่าเนื้อเรื่องส่วนไหนที่เล่าได้ #ไม่สปอยล์ ส่วนไหนเล่าไม่ได้ เช่นบอกว่า นาวิน ตาร์เปนฆาตกร เปนตัวการจับ น้องเก้า สุภัสสราไปขัง ฉีดยาให้หลับ แล้วข่มขืน ถ่ายรูปเก็บไว้… แบบนี้ซิ! ถึงจะเรียกว่า #สปอยล์ชัดๆ ^0^ ]
ว่ากันตามตรง เรื่องราวในภาคนี้จะให้มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับหนัง “บุปผา ราตรี” ภาคเก่าก่อนหรือไม่ก็ได้ (แต่คงเปนเจตนารมณ์ของผู้กำกับ ก็เลยสามารถทำให้มันเชื่อมโยงกันจนได้!) ภาคนี้เล่าเรื่องของ โรส (เก้า สุภัสสรา) สาวสวยผู้ลงมือฆ่าชายคนรักที่นอกใจเธอ และหนีมากบดานเพื่อหลบเลียแผลใจที่ญี่ปุ่น เข้าพักในบ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่งชื่อ ออสการ์ ลอดจ์ ที่ร่ำลือกันว่าผีดุหนักหนา จนไม่มีใครกล้ามาพัก และได้พบกับกองถ่ายทำเอ็มวีของ แน็ก (ชาลี ปอทเจส) ศิลปินหนุ่มอินดี้ ผู้มีใบหน้าเหมือน แม็ค ชายคนรักที่เธอสังหารด้วยมือตนเองราวกับเปนคนเดียวกัน! โดยทั้งหมดต่างต้องผจญกับวิญญาณผีดุในบ้านพักแห่งนี้ที่คอยหลอกหลอนทุกคนอย่างถ้วนหน้า แม้ว่าเจ้าของบ้าน (นาวิน ต้าร์) จะพยายามหาหมอผีชื่อดังมาปราบ แต่ก็ถูกเล่นงานจนกระเจิดกระเจิงไปตามๆกัน
ขอพูดถึงสิ่งที่ชอบก่อนละกัน #มีไม่กี่อย่างหรอก :-P อย่างแรกคือน้องเก้า สุภัสราน่ารักจุง พูดให้ชัดๆคือเปนผู้หญิงที่สวยมาก หน้าตาเหมาะจะเปนนางเอกหนังทุกแนว คือรักก็ได้ เศร้าก็ดี โหดก็โอเค แก่น-เซี้ยว-เปรี้ยว-ตลาดแตกก็น่าจะพอไหว แต่เสียดายที่เรื่องนี้เหมือนไม่ค่อยได้เล่นอะไรเท่าไหร่ เช่นเดียวกับแน็ก ชาลี ที่รู้สึกว่ายังไม่ได้โชว์ฝีไม้ลายมือทางการแสดงให้เห็นเลย ดูทั้งเรื่องแล้ว เห็นว่าแน็กเล่นดีแค่ฉากเดียว คือฉากซอยยิกๆบนเตียง ซึ่งสัมผัสได้ถึงความสมจริงในการแสดงมากๆ ส่วน นาวิน ตาร์ก็ไม่ต่างกับอีกสองคน คือไม่ได้โชว์แอ็คติ้งอะไรเปนชิ้นเปนอันเลย ออกมาโชว์หล่ออย่างเดียว #แต่หน้าตาดีทำอะไรก็ไม่ผิด #จบข่าว ^^
อีกอย่างที่ชอบมากๆ คือโลเคชั่นในเมืองนิเซโกะ ซึ่งให้บรรยากาศเงียบเหงา เวิ้งว้าง และน่าวังเวงใจสุดๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะหลบหนีไปรักษาใจ หรืออะไรก็ตามแต่ เพราะแลดูสงบและนิ่งสงัดมาก มองไปทางไหนเห็นแต่หิมะขาวโพลนเต็มไปหมด พูดแล้วก็ให้รู้สึกนับถือนักแสดงหลายคนในหนังมาก ขนาดอากาศเย็นยะเยือกขนาดนั้นยังยอมแก้ผ้าเล่นได้ สปิริตแรงกล้าจริงๆ
คราวนี้พูดถึงอะไรที่ไม่ชอบบ้างนะฮะ ซึ่งก็มีเยอะมาก แต่ขอบอกไม่กี่อย่างแค่พอเปนน้ำจิ้มละกัน นอกนั้นเชิญไปดูเองให้เห็นกับตา (จะได้ไม่หาว่าน้องมอดสปอยล์หนังอีก 555+) เช่นฉากหมอผีมาปราบผีตอนต้นเรื่อง ซึ่งแลดูว่าจะพยายามทำให้ขำ จงใจให้ตลกมากไปหน่อย ดูแล้วเลยรู้สึกฝืดๆอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะเข้าใจเจตนาของผู้กำกับที่ต้องการเสียดสีเรื่องความงมงายของผู้คนที่ให้ราคากับคนในเครื่องแบบ (หมายถึงพวกแต่งตัวเปนพระ เปนร่างทรงโน่นนี่) โดยหารู้ไม่ว่าจริงๆแล้ว มันเปนพวกต้มตุ๋ม หากินกับศรัทธาของผู้คน อะไรทำนองนั้น แต่คงเพราะผู้กำกับให้ซีนยาวไปหน่อย แถมไม่ค่อยตลก (พูดอีกแบบคือถ้าตลกจริงอะไรจริงก็จะไม่ว่าเลย) ทำให้รู้สึกว่าหนังไม่คืบหน้า กว่าจะเข้าเรื่องได้ก็เบื่อแล้วเบื่ออีก
นอกจากนี้มุกตลกหลายมุกก็ค่อนข้าง ‘ฮากริบ’ นิ่งเงียบมาก เช่นฉากให้โรสไปเจอผีบุปผา (พลอย เฌอมาลย์) แล้วผีบุปผาบอกให้โรสไปเสิร์ชกูเกิ้ลหาคำตอบนั้น ดูแล้วแบบว่า #WTF!!! พูดให้ชัดคือเปนมุกตลกที่ไม่สามารถทำให้ใครมีส่วนร่วมขำด้วยได้เลย แถมการแสดงของ แจ๊ค แฟนฉัน ที่ตีหน้ามู่ทู่ ถมึงทึงตลอดเรื่องนั้น ดูแล้วก็ไม่รู้สึกเลยว่าจะเปนผลบวกแก่หนัง มีแต่จะสร้างความน่ารำคาญให้เกิดขึ้นในอารมณ์เสียมากกว่า ยิ่งพอถึงตอนเฉลยความจริงนั้น ยิ่งรู้สึกว่ามันแลดูมั่วๆ ชวนให้น่างุนงงมากกว่าตกลงแล้วมันอะไรยังไง นาวิน ตาร์รู้จักกับเก้า สุภัสรามาก่อนหรือเปล่า? แล้วเขาคือคนฆ่าสองแม่ลูกที่กลายเปนผีสิงสู่ในออสการ์ ลอดจ์ใช่ป่าว? คือดูแล้วไม่เคลียร์เลยอะ ถ้าตัดช่วงหมอผีปราบผีให้สั้นลง เอาเวลามาอธิบายเรื่องราวความลับของหนังให้ชัดเจนขึ้น หนังอาจจะดูดีกว่านี้ก็ได้นะฮะ
สรุปว่า “บุปผา อาริกาโตะ” เปนหนังที่น้องมอดดูแล้วไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ฮะ เทียบกับหนังเรื่องที่แล้วของผู้กำกับท่านนี้คือ “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” น้องมอดยังออกจะรู้สึกชอบมากกว่า ประทับใจมากกว่า ดูแล้วสัมผัสได้ถึง “PASSION - ความปรารถนาอันแรงกล้า” ที่จะทำหนังออกมาให้ดี ให้เข้าถึงใจคนดูได้มากกว่าเรื่องนี้หลายเท่า… :’-P

No comments:
Post a Comment