THE ANGRY BIRDS MOVIE
(Fergal Reilly, Clay Kaytis, 2016)
ไปดูกันรึยังฮะ! น้องมอดไปดูเมื่อวันก่อน บอกตามตรงว่าไม่ถึงกับชอบมาก แต่ก็ไม่ผิดหวัง เปนอนิเมชั่นที่สนุกและดูเพลินมากเรื่องหนึ่ง สร้างจากเกมที่เคยฮิตระเบิดระเบ้อเมื่อหลายปีก่อน (ไม่รู้ว่ายังมีคนเล่นกันอยู่อะป่าว และหนังจะปลุกกระแสให้กลับคืนมาได้มั้ย ^o^) นำมาเพิ่มเติมรายละเอียดให้มีเรื่องมีราว มีเหตุการณ์ต่างๆ มีตัวละครเพิ่มขึ้น แต่ละตัวก็มีบุคลิกลักษณะนิสัยแตกต่างกันไป รวมถึงออกแบบคาแร็กเตอร์ให้ดูน่ารักสมจริงยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีแต่หัว กระดืบไปกระดืบมา ก็กลายเปนนกมีลำตัว มีแขนขา ทำกิริยาอาการต่างๆได้ไม่แตกต่างจากคนธรรมดาแม้แต่น้อย
เรื่องราวของ เรด (ให้เสียงพากย์โดย เจสัน ซูเดคิส) นกหนุ่มคิ้วปลิง เจ้าของหน้าตาบูดบึ้งตลอดกาล ผู้มีปัญหาเรื่องการควบคุมความโกรธ มีอะไรมากระทบนิดกระทบหน่อยเปนไม่ได้ ต้องลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรงเปนการแก้ปัญหาทุกที จนถูกส่งให้ไปเข้าคอร์สบำบัดความโกรธ ทำให้เรดได้พบกับเพื่อนร่วมชะตากรรมคือ ชัค (จอช แกด) นกวิ่งเร็วปรู๊ดปร๊าด (ราวกับเปนบรรพบุรุษ ควิกซิลเวอร์ แห่ง X-Men ^,^) และ บอมบ์ (แดนนี่ แม็คไบรด์) นกตัวโตที่เวลาตกใจหรือโกรธมักจะระเบิดทุกอย่างจนราบเปนหน้ากลอง #ระเบิดจริงๆไม่ใช่เล่นสำนวน ^^ โดยทั้งสามได้ร่วมมือกันปกป้องเหล่านกน้อยแห่งเกาะสุขสันต์ ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของ เลียวนาร์ด (บิล เฮเดอร์) หมูเขียวจอมเจ้าเล่ห์ ที่พาสมัครพรรคพวกมาขโมยไข่นกบนเกาะไปเปนอาหารอันโอชะ
จากเรื่องย่อที่เล่ามา น้องมอดดูหนังแล้วก็ได้ไอเดียดีๆหลายข้อ ขอนำมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านนะฮะ
1) อย่าตัดสินคนอื่นจากแค่ที่เราเห็น
...เช่น ในกรณีของ เรด ที่ถูกใครต่อใครมองว่าเปนนกขี้โมโห หัวรุนแรง อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่พอใจ ชอบใช้กำลังเข้าแก้ปัญหา ทำให้เขากลายเปนนกที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้และสุงสิงด้วย กระทั่งพ่อนกแม่นกก็ไม่อยากให้ลูกๆมองหน้า เพราะเกรงว่าโรคขี้ยัวะจะแพร่มาติด และดูว่าจะยินดีที่เขาย้ายออกไปอยู่นอกหมู่บ้านห่างไกลจากทุกคน ส่งผลให้เขาเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก
...แต่ในมุมของเรด การที่เขาแสดงความโกรธออกมาล้วนมีเหตุผลรองรับชัดเจน พูดอีกแบบคือการที่เรดโกรธก็เพราะมีเหตุที่ทำให้เขาโกรธ (เช่นในฉากแรกที่เขาพยายามอธิบายเหตุผลเรื่องไปงานสาย แต่เจ้าของงานกลับไม่ยอมรับฟัง) มิใช่อยู่ดีๆ เรดก็ตรงเข้าไปหาเรื่องคนอื่นก่อนเสียเมื่อไหร่ ทว่าสังคม (ที่ถือคติว่าการใช้ความรุนแรง = ความเลวร้าย) ต่างหาก ที่พร้อมใจกันฟังธงว่า พฤติกรรมของเรดเปนอันตรายต่อส่วนรวม โดยไม่ยอมหยุดคิดทบทวนว่าเหตุใดเรดจึงกลายเปนเช่นนั้น แต่กลับใช้อคติส่วนตน (ในฐานะคนหมู่มาก) เข้าไปตัดสินพฤติกรรมของเรด ผลักดันให้เขากลายเปน 'คนนอก' สังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ว่ากันตามจริง ในสังคมที่ยึดถือความโลกสวยเปนสรณะ เรดกลับดูเปนนกที่มีความปรกติสามัญมากที่สุดด้วยซ้ำ!
2) โลกสวยนักมักเจอดี!
...สังคมที่ชาวนกทั้งหลายพากันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเนิ่นนานด้วยความสงบสุข ปราศจากภัยอันตรายนานามาคุกคาม มีแต่ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ไร้กังวล และไม่เดือดร้อนที่แม้จะเกิดมาเปนนกมีปีก แต่กลับบินไปไหนไม่ได้ เพราะไม่มีความจำเปนต้องใช้ #แลดูเสียชาติเกิดมากๆเนาะฮะ *_* และมองทุกสิ่งอย่างรอบตัวเปนสีชมพูดูสวยงาม อะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดความระคายตาก็ต้องการกำจัดให้พ้นๆ เช่น หน้าตาบูดบึ้งถมึงทึง พูดจาโผงผางระคายหูสุดๆ และพฤติกรรมรุนแรงของเรด แต่ยินดีเปิดรับผู้ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาอ่อนหวานนอบน้อม เต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพอันตรงกับ 'จริต' ของตนแทน โดยไม่รู้มันคือการเปิดโอกาสให้ภัยอันตรายเข้าถึงตัวได้ง่าย เพราะมัวแต่ 'โลกสวย' คิดว่าคนที่พูดจาดีย่อมต้องมาดีเสมอ หารู้ไม่ว่าคนปากหวานก้นเปรี้ยวนั้นก็มักมีสันดาน "ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ" เสมอ
3) อย่าเชื่อที่คนอื่นเล่าต่อกันมา
...ได้แก่ เรื่องราวของ "นกอินทรีจอมพลัง" ซึ่งเชื่อกันว่าเปนผู้ปกปักรักษาและคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เหล่านกทั้งมวลให้เกิดความร่มเย็นเปนสุขมาช้านาน กลายเปนตำนานเล่าขานกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งเรดก็ได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าของนกอินทรีนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต และเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่ามันเปนความจริง จากอนุสาวรีย์นกที่ตั้งตระหง่าน เปนหลักฐานประกาศความยิ่งใหญ่ให้เห็นเด่นชัด ทำให้เรดมั่นใจสุดว่านกอินทรีจอมพลังคือผู้เดียวที่จะเหล่านกให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของเลียวนาร์ดได้ เขากับเพื่อนซี้อีกสองตนจึงพากันตะกายสู่ยอดเขาไปยังที่พำนักของอินทรีจอมพลังด้วยความยากลำบากเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับได้พบความจริงอันคาดไม่ถึงและชวนให้รู้สึกหดหู่หัวใจสุดๆ จำต้องกลับลงมาอย่างผิดหวัง และต้องใช้หลัก "ตนเปนที่พึ่งแห่งตน" หาวิธีช่วยเหลือตัวเองกันไปเท่าที่จะสามารถทำได้
4) เชื่อผู้นำโง่เขลา ชาติมีภัย!!
...ข้อนี้มาจากฉากที่น้องมอดชอบมากที่สุด คือฉากที่ นกฮูกผู้พิพากษา (ตั้งชื่อว่า 'เพ็คคินพาห์' นัยว่าเพื่อแสดงความรำลึกถึงผู้กำกับโด่งดังในอดีต) ซึ่งเปนผู้ที่เหล่านกบนเกาะยอมรับนับถือในวิจารณญาณและการตัดสินความยุติธรรม จนยินดีที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินของเขาโดยไม่กล้าหือง ยกเว้น เรด ที่นอกจากจะกล้าโต้แย้งเพราะไม่เห็นด้วยแล้ว ยังกล้า 'แฉ' ความลับของผู้พิพากษาอย่างไม่เกรงกลัวอีกต่างหาก แต่พอปรากฏว่าแผนร้ายที่เจ้าหมูเลียวนาร์ดก่อไว้กลายเปนที่ประจักษ์แก่ทุกคน ผู้พิพากษาก็เต็มใจคุกเข่าลงขอโทษเรดต่อหน้าทุกคน ยอมรับในความผิดพลาดในวิจารณญาณของตนโดยดุษณี แสดงให้เห็นว่าการเปนจะผู้นำปวงชนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ใช่ว่ามีแต่อำนาจอย่างเดียว แต่ต้องมีสติปัญญาอันเฉียบแหลม และที่สำคัญคือเมื่อรู้ว่าตนผิด ก็แค่ยอมรับผิดด้วยความจริงใจเท่านั้น
5) แปรความโกรธให้เปนพลัง
...นึกถึง Inside Out ที่บอกว่าคนเราถ้ามีแต่ Joy อย่างเดียว คือมองทุกสิ่งในแง่ 'ลั้นลา' ไปหมด หาได้ทำให้ชีวิตพบเจอแต่เรื่องดีๆเสมอไป ตรงข้ามกลับกลายเปนส่งผลเสียให้แก่ชีวิตด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับเหล่านกในเรื่องนี้ ที่มองทุกอย่างในแง่ ‘ดีเกินไป' กว่าจะรู้ว่าโลกนี้มิได้มีแต่คนดีเหมือนตน ก็เกือบสายเกินไป อีกทั้งการที่เราอยู่ของเราเฉยๆ โดยไม่เคยไปเกะกะระรานใคร ก็มิได้หมายความว่าจะเปนเกราะป้องกันความเลวร้ายช่วยให้เรารอดพ้นจากการตกเปนเป้าหมายของการถูกข่มเหงรังแก #เผลอๆอาจถูกมองว่าเปนพวกแหยไม่กล้าสู้ด้วยซ้ำ
...เพราะงั้นจึงเปนเรื่องสมควรที่คนเรา (ไม่ว่าจะประกาศตนเปนผู้บูชาสันติภาพและความสงบสุขเพียงใด) ก็สมควรจะต้องมี ‘ความโกรธ’ เพื่อใช้เปนอาวุธป้องกันตนเองจากการรุนรานกลั่นแกล้งไว้บ้าง ดังในฉากที่เรดกล่าวปลุกใจให้นกทุกคน “แปรความโกรธให้เปนพลัง” เพื่อต่อสู้และช่วงชิงไข่นกที่ถูกขโมยไปให้กลับคืนมาอย่างปลอดภัย (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการที่พวกเขาต้องช่วยลูกหลานของตนกลับคืนมา) เพราะมีเพียง ‘ความโกรธ’ เท่านั้นที่จะทำให้เรามีพลัง ลุกขึ้นต่อสู้กับศัตรูอย่างไม่พรั่น ตรงตามคอนเซ็ปต์ “นกนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” 555+ #เดี๋ยวนะ
เอาเปนว่าน้องมอดขอแชร์ไอเดียกับเพื่อนๆพี่ๆทุกท่านแค่นี้ละกันฮะ (เขียนยาวกว่านี้จะอ่านจนเมื่อยลูกตาเปล่าๆ) แต่ขอพูดถึงไอเดียรวบยอดที่น้องมอดได้จากการดูอนิเมชั่นเรื่องนี้อีกครั้ง คือ คนเรานั้น นอกจากต้อง ‘รัก’ ให้เปนแล้ว ยังต้องรู้จัก ‘โกรธ’ ให้เปนด้วย เพราะทุกสิ่งอย่างในโลกล้วนมีสองด้าน หากมีด้านหนึ่งด้านใดมากเกินไป มันย่อมไม่สมดุล จนมีแต่จะทำให้เรา ‘อยู่ยาก’ มากขึ้นไปกว่าที่ปัจจัยภายนอกทำให้เราต้องอยู่กันลำบากยากเย็นอยู่แล้ว…:’-P

No comments:
Post a Comment