FATHERS
(พลัฏฐ์พล มิ่งพรพิชิต, พ.ศ. ๒๕๕๙)
เปนหนังไทยอีกเรื่องที่เข้าฉายในช่วงที่กระแส X-Men ยังดุเดือดรุนแรง (เข้าฉายแค่สี่วันฟันไปเกือบร้อยล้าน #บ้าคลั่งมาก *__*) แถมโรงหนังยังกระหน่ำเทโรงเทรอบให้อีกต่างหาก กลายเปนวงจร(อุบาทว์)เดิมๆหวนกลับมาอีกตามเคย คือ โรงหนังมีสิบสี่สิบห้าโรง แต่ฉายหนังอยู่สามเรื่อง คือแทบไม่มีตัวเลือกอื่นให้คนดูหนังบ้างเลย
ล่าสุดนี้ก็เพิ่งได้ข่าวว่าโรงหนังเครือหนึ่งมีนโยบายใหม่ คือจะเอาแต่หนัง ‘บล็อกบัสเตอร์’ หรือหนังใหญ่ๆเข้าฉายในโรงเท่านั้น หนังเล็กๆเชิญไปที่อื่น ซึ่งเปนนโยบายที่ ‘หนักข้อ’ กว่าที่ผ่านมา เพราะก่อนนี้ก็ยังยอมให้มีหนังกลางๆ หนังเล็กๆ อินดี้-ทุนต่ำเข้าฉาย แม้รอบจะน้อยเหมือนฉี่มด แถมฉายในโรงที่ราคาบัตรแพงกว่าปรกติ แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าตอนนี้ที่พอออกนโยบายนี้มา หนังจากค่ายเล็กๆแทบหมดโอกาสได้ผุดได้กันเลย ค่ายหนังเล็กๆก็พลอยล้มตายตามไปด้วย คอหนังที่อยากดูหนังอะไรที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่จึงหมดทางเลือก คำว่า ‘น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า’ กลายเปนคำที่ที่ไม่เคยมีในจิตสำนึกของนักธุรกิจโรงหนัง(บางเครือ)ในปัจจุบันไปอีกแล้ว เพราะมันเปนเรื่องธุรกิจที่ยึดหลัก ‘มือใครยาว สาวได้สาวเอา’ ใครจะแดดิ้นล้มตายวายป่วงยังไงก็ช่าง! ขอให้กูโกยเงินเข้ากระเป๋าได้เปนพอ
ที่พูดไปนั้นก็แค่อยากจะอวยพรต้องสาป ขอให้ใครที่ทำแบบนี้จงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูมั่งคั่งยั่งยืนยิ่งๆขึ้นไป อย่าได้มีวันล่มจมล่มสลาย เพราะเชื่อแน่ว่าคงจะมีคนรอสมน้ำหน้าเพียบ!
เพราะงั้น ใครที่จะไปดูหนังไทยเรื่องนี้ คงต้องเช็คให้ดีๆว่ามีฉายรอบไหนที่โรงใดบ้าง เท่าที่รู้คือเปนโรงที่แบบว่าเงินค่าเดินทางพอๆกับค่าบัตรเข้าไปดูด้วยซ้ำ เห็นแล้วอยากร้องไห้ T__T
พูดถึงหนังดีกว่า… ก็เปนหนังที่ดีฮะ นำเสนอเรื่องราวของคู่รักชายรักชาย ฝุ่น (อั๊ต อัษฎา) กับ ยุกต์ (ณัฐ ศักดาทร) ที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันโดยมีพยานรักหนึ่งคนคือ บุตร เด็กชายกำพร้าที่ฝุ่นรับมาเปนลูกบุญธรรม โดยที่ทั้งสองต่างก็มอบความรักในฐานะพ่อให้แก่เด็กชายอย่างเต็มที่ จนเมื่อบุตรเติบโตถึงวัยเข้าโรงเรียน และมีสังคมกับเพื่อนๆ ปัญหาก็เกิดเมื่อเด็กชายเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดตนจึงไม่มีแม่เหมือนเพื่อนๆคนอื่นมีกัน แต่กลับมีพ่อถึงสองคนแทน ตามด้วยเหตุการณ์อันทำให้มีคนจากมูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก ยื่นมือเข้ามายุ่งย่ามกับชีวิตครอบครัวของพวกเขา จนเกิดความปั่นป่วนระส่ำระสายตามมา ทว่าก็ได้กลายเปนบททดสอบความรักอันยิ่งใหญ่ที่สามคนพ่อ-ลูกต่างมอบให้แก่กันอย่างแท้จริง…
เปนหนังไทยที่แลเห็นว่าคนทำหนังมีความตั้งใจสูงมากในการถ่ายทอดเรื่องราวความรักและการใช้ชีวิตของคู่รักเพศเดียวกันที่ต้องการได้รับการรับรองทางกฎหมายให้สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ โดยเหตุผลที่ต้องการเช่นนั้น มิใช่ด้วยปัญหาเดิมที่เคยพูดๆ กันไปแล้วในหนังหลายเรื่อง เช่น เพื่อให้สามารถลงนามยินยอมให้เข้ารับการรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือให้สิทธิในการจัดการเรื่องทรัพย์สินหากอีกฝ่ายเสียชีวิต เปนต้น แต่หนังเรื่องนี้กลับมุ่งประเด็นไปที่การได้สิทธิในการเปนผู้ปกครองเด็กชายผู้เปนลูกเลี้ยง
ก็ถือเปนประเด็นที่น่าสนใจนะฮะ เพราะน้องมอดไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะมีชายรักชายคู่ใดที่ใช้ชีวิตด้วยกันแล้วจะอยากมีลูกเปนตัวเปนตนเหมือนครอบครัวรักต่างเพศ เพื่อแสดงให้สังคมเห็นถึงความเปน ‘ครอบครัวสมบูรณ์’ เพราะคิดว่าไหนๆการใช้ชีวิตคู่เพศเดียวกัน มันคือการพาตัวเองหลุดออกจากกรอบที่สังคมวางไว้ (คือ ชาย-หญิงเท่านั้นจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้) ยังจะดิ้นรนนำพาตนเองกลับเข้าไปอยู่ในกรอบเดิมอีกทำไม (จะเปนครอบครัวสมบูรณ์ได้ต้องมีลูกเปนโซ่ทองคล้องใจ บลาๆๆ) เพราะจะว่าไป มันรังแต่จะมีปัญหามากมายตามมา (นี่พูดตามประสาคนไม่ชอบเลี้ยงเด็กอะนะฮะ รำคาญเวลามันดื้อด้านพูดไม่รู้เรื่อง ทนไม่ไหว ต้องฆ่ามันตายแน่ๆ 555+) แต่อันนี้คงจะว่ากันไม่ได้ เพราะมันเปนเรื่องนานาจิตตัง...ในความเปนจริงคงมีคู่ชายรักชาย/หญิงรักหญิงบางคู่ที่อยากมีลูกเพราะเปนคนรักเด็ก อยากเลี้ยงเด็ก โดยมิได้ต้องการแสดงอะไรให้คนเห็นก็ได้ (วันก่อนก็เพิ่งดูรายการ ดร.บุ๋ม ปนัดดา เอาคู่หญิงรักหญิงมาสัมภาษณ์เรื่องมีลูกด้วยกัน ซึ่งฝ่ายที่อุ้มท้องตั้งครรภ์คือ ‘ทอม’ จร้าาา #โลกนี้ช่างซับซ้อน #ไปหาดูคลิปในYouTubeนะฮะ ^^)
แต่ถึงแม้จะรู้สึกว่าเปนประเด็นที่น่าสนใจ ทว่าก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า หนังยังพูดได้ไม่แรงพอที่จะทำให้เห็นดีเห็นงามด้วยสักเท่าไหร่ อาจเปนเพราะวัยของตัวละครชายรักชายทั้งสองคนยังดูหนุ่มเกินไป ดูบุคลิกท่าทางแล้วเหมือนว่ายังรักอิสระ ไม่ต้องการมีภาระรับผิดชอบอะไรมากมาย (พูดให้ถึงที่สุดคือ เห็นผู้ชายสองคนในหนังเลี้ยงเด็ก เล่นกับเด็ก พาเด็กไปส่งโรงเรียน พาไปเที่ยวทะเล มันแลดูเหมือนเปนกิจกรรมเก๋ของเกย์ไฮโซที่ชอบถ่ายรูปลง IG ไว้อวดเพื่อนฝูงเท่านั้นแหละ พูดให้ชัดๆคือมันแลดู FAKE มาก!) ยิ่งได้ยินตัวละครหนึ่งพูดว่า “ถ้าเผื่อเปนอะไรไป…” ก็ยิ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ‘พี่จะมองโลกในแง่ร้ายไปป่าว ยังสาวยังแส้ เอ๊ย! ยังหนุ่มยังแน่นกันอยู่แท้ๆเนาะ’ ถ้าปรับเปลี่ยนให้ตัวละครดูสูงวัยขึ้น สัก 40-50 อะไรแบบนี้ อาจทำให้ประเด็นนี้แลดูมีพลัง ดูน่าเชื่อถือขึ้นก็ได้ (แต่ก็อีกแหละ ถ้าหนังเปนเรื่องของคู่รักเกย์แก่ๆ อยากจดทะเบียนกันเพื่อให้ได้สิทธิเลี้ยงดูลูก โอกาสที่คนส่วนใหญ่จะอยากดูหนังคงจะน้อยลงแน่ๆ)
ต้องบอกว่าการแสดงของ ณัฐ ศักดาทร หรือ ณัฐ AF4 นั้นเปนอะไรที่ดีงาม เพราะเขาดูเปนธรรมชาติสุดๆ ถ่ายทอดบุคลิกความเปนหนุ่มเจ้าอารมณ์ ใจร้อน ค่อนข้างวู่วาม และแสนงอนออกมาได้แบบพอดีๆ ไม่ล้นไม่ขาด ทำให้ตัวละครดูมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวามากที่สุดของหนัง ขณะที่อั๊ต อัษฎา อาจจะได้บทที่ยากเกินความสามารถไปหน่อย คือเปนบทที่ต้องเก็บอารมณ์คุกรุ่น ปั่นป่วน ลังเลใจไว้ภายใต้อากัปกิริยานิ่งสงบเยือกเย็นจนดูเฉยชาอยู่ตลอดเวลา หลายฉากจึงเหมือนว่าเขาพยายามแสดงจนเกินไป พอถึงฉากที่ต้องระเบิดอารมณ์ออกมาจึงเหมือนรีดเค้นจนเกินพอดี ทำให้ดูไม่เปนธรรมชาตินัก
แต่คนที่ต้องบอกว่าน่าผิดหวัง คือการแสดงของ พี่นก สินจัย ซึ่งตั้งแต่ฉากแรกก็เล่น ‘เบอร์ใหญ่’ มาเลย เห็นสีหน้าท่าทางแบบ ‘ตั้งการ์ดมาจากบ้าน’ คือนั่งกอดอกหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา แล้วรู้เลยว่าไม่ได้มาดีแน่นอน ที่จริงน้องมอดก็พอเข้าใจเจตนาว่าที่พี่นกต้องเล่น (หรืออาจเปนผู้กำกับบอกให้เล่น) เบอร์ใหญ่ขนาดนี้ เพราะว่าเปนตัวละครที่ต้องมีการพลิกคาแร็กเตอร์ในตอนจบ แต่ถึงงั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเปลี่ยนบุคลิกให้เปนอีกทางหนึ่ง ไม่ต้องแสดงออกให้ ‘ร้ายกาจ’ จนคนดูชังน้ำหน้าตั้งแต่แวบแรก อาจทำให้สิ่งที่ตัวละครตัวนี้ทำดูร้ายกว่าที่เปนอยู่ก็ได้นะฮะ
อีกอย่างหนึ่งที่ดูแล้วรู้สึกขัดอกขัดใจมากๆ คือการที่หนังจงใจให้สังคมที่รายรอบตัวละครชายรักชายคู่นี้ มีความคิดเปนปฏิปักษ์ต่อคู่รักเพศเดียวกันอย่างโจ่งแจ้งและออกนอกหน้า ทั้งแสดงกิริยาอาการและใช้คำพูดดูถูกเหยียดหยามเกย์อย่างชัดเจน ทำให้อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ว่าในเมื่อก็ได้พยายามนำเสนอภาพชีวิตคู่ชายรักชายในแง่ที่เปนเรื่องปรกติสามัญในสังคมแล้ว (เดาจากฉากที่ ยุกต์ คุยกับแม่ ก็เหมือนว่าแม่จะยอมรับชีวิตรักของลูกชายได้เต็มที่) ก็น่าจะนำเสนอตัวละครจำพวกไดโนเสาร์ในแบบอื่นบ้าง มิใช่เอาแต่เอะอะเกรี้ยวกราดโวยวาย จนดูไม่ต่างจากตัวร้ายในละครทีวีเลยสักนิด! อีกทั้งยังดูเปนการแบ่งแยกตัวละครออกเปนฝ่ายดี-ฝ่ายร้าย, ฝ่ายผู้กระทำ-ฝ่ายผู้ถูกกระทำอย่างชัดแจ้ง จนทำให้หนังขาดเสน่ห์และความลุ่มลึกอย่างช่วยไม่ได้
ก็ขอสรุปอีกครั้งละกันว่าเปนหนังไทยที่ ‘ดี’ นะฮะ อยากให้ไปดูกัน อย่างที่บอกคือเล็งเห็นถึงความตั้งใจของคนทำหนัง ว่าต้องการสะท้อนภาคชีวิตคนรักเพศเดียวกันออกมาให้สังคมรับรู้ โดยเฉพาะกับแง่มุมของการเปนครอบครัว เพราะไม่ว่าเพศใด ก็ย่อมมีหัวจิตหัวใจมีความละเอียดอ่อนในอารมณ์ไม่แตกต่างกัน และความรักระหว่างพ่อ-ลูกนั้น ไม่ว่าพ่อจะมีรสนิยมทางเพศแบบใด แต่พ่อก็คือพ่อ #จบนะ… :’-P

No comments:
Post a Comment