EQUALS
(Drake Doremus, 2016)
หลายวันก่อน น้องมอดได้ฟังคำเสวนาของนักประพันธ์ไทยท่านหนึ่ง กล่าวว่าหนึ่งในพล็อตนิยายคลาสสิกที่ยังคงได้รับความนิยมกันในปัจจุบัน คือพล็อต ‘โรมิโอกับจูเลียต’ ที่มักกำหนดให้พระเอกกับนางเอกเปนศัตรูคู่แค้น เจอกันทีไรเปนต้องมีเรื่องเขม่น-เหม็นหน้า-ไม่ถูกชะตา ตามมาด้วยการขบกัดจิกตีกันทุกครั้งครา แต่สุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยการกลับมารักกันด้วยดี ส่วนจะจบเรื่องแบบ tragedy เช่น “คู่กรรม” หรือ happy ending เช่น “บ้านทรายทอง” ก็แล้วแต่จะว่ากันไป และท่านยังให้คำแนะนำด้วยว่า สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ที่ประสงค์จะมี ‘อนาคต’ อันยาวไกลบนเส้นทางนักประพันธ์ ก็ขอให้หลีกเลี่ยงพล็อตนี้ (รวมถึงพล็อตประเภท เมียหลวง-เมียน้อย, ปลอมตัว, ทายาทผู้กลับคืน ฯลฯ) ซะ! ด้วยว่ามันช่างเปนพล็อตที่ ‘ซ้ำๆซากๆ’ จนแทบหาความแปลกใหม่ใดๆไม่ได้แล้ว!
ที่จริง คำแนะนำดังกล่าวก็เปนข้อคิดที่ควรรับฟัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น น้องมอดก็มีความรู้สึกว่ามันขึ้นอยู่กับวิธีการนำพล็อตเรื่องดังกล่าวมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้แลดูเปนเรื่องราวที่เก๋ไก๋ ไฉไล ทันสมัยด้วยนะฮะ แบบว่าถ้าเอาพล็อตเก่าๆมาอย่าง ‘ใช้หัวสมองคิด’ มิใช่เอามาแบบดุ่ยๆ โดยไม่มีปรับมีเปลี่ยนอะไรเลยนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมเหมือนกัน (แต่ถ้าทำแล้วขายดีเปนเทน้ำเทท่า อันนี้ก็ไม่รู้จะว่าไงเนาะ)
อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ โดยเฉพาะวงการหนังฮอลลีวู้ด ตั้งแต่เด็กจนถึงปูนนี้ น้องมอดก็ยังเห็นคนทำหนังและนักเขียนบทหลายคน นำพล็อตละครเก่าๆของ วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ มาปัดฝุ่นสร้างหนังกันอยู่เนืองๆ ซึ่งก็มีทั้งแบบเอามาทั้งดุ้น ไม่ปรับเปลี่ยนเลย, เอาเรื่องมาอย่างเดียวแต่เปลี่ยนฉากหลังให้เปนยุคสมัยใหม่ เช่น Romeo & Juliet (1996) ของ บาซ เลอร์มานน์ หรือ O (2001) ของทิม เบลค เนลสัน รวมถึงเอามาเปน ‘แรงบันดาลใจ’ แต่เปลี่ยนรายละเอียดทุกอย่างใหม่หมด เช่นเรื่อง Equals นี้
ฉากหลังของหนังคือโลกอนาคต เปนช่วงเวลาหลังจากสิ้นสุดมหาสงครามที่ทำลายล้างโลกนี้จนแทบไม่เหลือซาก มนุษย์ในสังคมใหม่ถือกำเนิดขึ้นด้วยวิธีการผสมเทียม (ผู้หญิงทุกคนมีหน้าที่ต้องรับหมายเกณฑ์เพื่อเข้ารับการตั้งครรภ์ แบบเดียวกับชายเกาหลีทุกคนต้องเปนทหาร อะไรทำนองนั้น) และถูกนำให้กลายเปนมนุษย์ไร้อารมณ์ความรู้สึก มีบุคลิกภาพไม่แตกต่างจากหุ่นยนต์ปราศจากชีวิตจิตใจ ทำทุกสิ่งอย่างตามแต่ผู้มีอำนาจเบื้องบนจะกำหนดลงมา ซึ่งเปนกิจวัตรเดิมๆ น่าเบื่อหน่าย
ยิ่งกว่านั้นคือการถูกนำให้เชื่อว่า การมีอารมณ์และความรู้สึกคือความเจ็บป่วย เปนโรคร้ายน่ารังเกียจ แม้จะมิใช่โรคติดต่อกันโดยง่าย แต่ผู้ติดเชื้อที่เปนหนักจะแสดงอาการมากขึ้นจนทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อีก ต้องถูกส่งตัวไปเข้ารับการรักษายังสถานบำบัดที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งเปนที่รู้กันว่า ใครก็ตามที่ก้าวเข้าไปในฐานะคนป่วยจะไม่มีวันได้กลับออกมาอีก ไม่ต่างอะไรกับการก้าวเข้าสู่หลักประหารโดยแท้
ไซลาส (นิโคลัส โฮลท์) คือชายหนุ่มผู้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกใหม่นี้ไปตามครรลองของระบบอย่างปรกติสุขมาเนิ่นนาน ไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องให้ความสนใจไยดีใครเปนพิเศษ ตราบจนกระทั่งเขาเริ่มสังเกตเห็นท่าทีผิดปรกติของ นีอา (คริสเทน สจ๊วร์ต) เพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้เขาเริ่มรู้สึกว่าตนมีอาการผิดปรกติ เมื่อไปหาหมอก็ได้รับคำตอบว่ากำลังป่วยด้วยโรง SOS ย่อมาจาก Switched ON Syndrome (เข้าใจว่าเปนเจตนาของผู้กำกับที่คิดชื่อนี้ขึ้น เพื่อให้นึกถึงคำว่า Save Our Soul อันเปนคำย่อที่เราคุ้นเคยกันดี เนื่องจากคนที่ป่วยด้วยโรคนี้ ล้วนทนทุกข์ทรมานและต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก) ในระยะเริ่มแรก แม้ว่าจะได้รับยาต้าน แต่ก็มีแนวโน้มว่าอาการอาจจะลุกลามรุนแรงได้ในอนาคต เมื่อเขาได้มีโอกาสพูดคุยกับนีอา และได้ทราบว่าเธอติดเชื้อโรคนี้มาก่อนเขานานนับปี แต่ไม่ยอมไปหาหมอ เพราะไม่ต้องการกินยาต้าน ซึ่งเอาเข้าจริงยานั้นก็ไม่อาจช่วยได้อย่างถาวร และชีวิตคงจะต้องไปลงเอยที่สถานบำบัดอยู่ดี
การได้พูดคุยกันของทั้งคู่ กลายเปนจุดเริ่มต้นของ ‘ความรัก’ อันบริสุทธิ์และงดงามที่เขาและมอบให้แก่กัน ในโลกที่ไม่มีมีใครเห็นดีเห็นงาม แถมยังมองว่าเปนเรื่องต้องห้าม ซึ่งผู้ฝ่าฝืนย่อมมีโทษสถานเดียวเท่านั้นคือ ‘ความตาย’
อ่านเรื่องย่อที่น้องมอดเขียนแล้ว คงจะสงสัยกันใช่ป่าวฮะ ว่าเรื่องนี้แลดูเปนพล็อตโรมิโอกับจูเลียตตรงไหน ในเมื่อก็บอกอยู่โทนโท่ว่าทั้งคู่เกิดมาจากการผสมเทียม พ่อแม่เปนใครก็ไม่รู้ ไม่มีความขัดแย้งของสองตระกูลที่จะกลายเปนอุปสรรคข้ดขวางความรักของสองหนุ่มสาวเลยสักนิด! ซึ่งตรงนี้แหละที่น้องมอดมองว่าเปนความเก๋ไก๋ ฉลาดเลิศของคนทำหนังเรื่องนี้ที่ใช้ ‘หัวสมอง’ ในการนำพล็อตคลาสสิค อายุนับร้อยปีของ ‘ท่านเขย่าหอก’ มาปรับ-เปลี่ยน-แปรรูปใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม คือเอามาแต่โครงเรื่องคร่าวๆ แต่รายละเอียดต่างๆ คิดขึ้นใหม่หมด
นั่งๆดูไปตอนแรกก็ไม่ได้นึกอะไร (สารภาพตามตรงคือมัวแต่จ้องหน้าจ้องตาน้อง นิโคลัส โฮลท์ อย่างเดียว เพราะเรื่องนี้น้องหล่อมากๆ บอกว่า ‘หล่อวัวตายควายล้ม’ ยังน้อยไป! ต้องมีคำขยายเปน ‘วัวตายควายล้มเจ็ดชั่วโคตร’ เพราะหล่อทุกช็อต-ทุกมุม-ทุกองศาอย่างน่าทึ่ง หล่อตะลึงลืมโลกสุดๆ #ชักเวิ่นเกินไปละ ^^) นอกจากคิดว่า ฉากโลกอนาคตก็แลดูงั้นๆ เหมือนเรื่อง Gattaca (1997) กับ The Host (2013) ซะมิมี!!
แต่พอดูถึงกลางเรื่อง ชักเริ่มเอ๊ะ!!... เนื้อเรื่องคุ้นๆแฮะ แบบว่าพระเอกนางเอกเพิ่งมองเห็นกันจริงๆจังๆเปนครั้งแรก ก็ปิ๊งปั๊งรักกันซะแล้ว แต่เนื่องจากมีกฎห้ามมิให้ผู้ใดรักกันเด็ดขาด แถมคนรอบข้างที่ติดเชื้อเหมือนกันก็มองว่า ขืนรักกันไปก็มีแต่ ‘หายนะ’ รอคอยอยู่เบื้องหน้าสถานเดียว
ทว่า เรื่องของหัวใจเปนเรื่องที่ไม่อาจกีดกันขัดขวาง ยิ่งอารมณ์ความรู้สึกของคนหนุ่มสาวด้วยแล้ว ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ! ในที่สุดทั้งคู่ก็ฝ่าฝืนกฎข้อห้าม และเดินหน้าเพื่อทำตามสิ่งที่หัวใจบงการ จนได้พบกับตัวเองว่าการมีความรักนั้น มันช่างดีอะไรเช่นนี้!!
ยิ่งพอดูถึงตอนไคลแม็กซ์ ซึ่งเปนฉากที่… (ถ้าจะให้เล่าต้อง ‘สปอยล์’ ฮะ งั้นไม่เล่าละกัน แต่ใบ้ให้หน่อยนึงว่าเปนฉากที่ถือเปนเอกลักษณ์ของ โรมิโอกับจูเลียต อย่างแท้จริง ^_^) ...คือชัดเจนเลยว่าต้องมาจากบทละครเรื่องนี้แน่นอน
เพราะงั้น ใครที่สนใจเรื่องการนำพล็อตเก่ามาทำให้กลายเปนเรื่องใหม่ ไม่ซ้ำแบบใหม่ น้องมอดขอแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ เชื่อว่าน่าจะเปนตัวอย่างที่ดีในการนำ ‘แรงบันดาลใจ’ จากวรรณกรรมคลาสสิคมาต่อยอด (เข้าใจว่าในวงการวรรณกรรมต่างประเทศมักจะทำแบบนี้กันเปนปรกติ จนมองได้ว่ามันคือการ ‘ต่ออายุ’ วรรณกรรมคลาสสิคมิให้เลือนหายไปจากการรับรู้ของคนยุคปัจจุบัน แต่บ้านเราไม่ค่อยทำกัน สงสัยกลัวโดนด่าว่าเปนการ ‘ลอก’ มาละมัง)
แต่ถ้าเปนคนชอบดูหนังโรแมนติก ก็ยิ่งไม่อยากให้พลาดเรื่องนี้ฮะ ถือเปนหนังรักที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีมาก แม้ว่าบรรยากาศของหนังในช่วงต้นเรื่องจะดูนิ่งๆ ออกแนวเย็นชาจืดชืด พานให้รู้สึกหนืดเนือยไปนิด แต่พอเริ่มเข้าเรื่องที่พระเอกนางเอกรักกัน โหยหากัน ปรารถนากัน หนังกลับดูสนุกและชวนติดตามขึ้นมาทันที ยิ่งตอนจบด้วยแล้ว บอกเลยว่า ‘มีลุ้น’ ให้ความรักของทั้งคู่สมหวัง (แต่จะลุ้นได้หรือไม่นั้น ต้องไปหาคำตอบกันเอาเอง ^o^)
ไม่เพียงเท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังทำให้น้องมอดรู้สึกว่า การมีความรักช่างเปนเรื่องยิ่งใหญ่ เปี่ยมพลัง และทรงคุณค่า การที่คนหนุ่มสาวยอมสละชีวิตเพื่อรักย่อมไม่ถือเปนเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาของคนอ่อนต่อโลกที่ยังไม่รู้คิด เพราะการต้องใช้ชีวิตในท่ามกลางผู้คนที่ไม่เคยรู้จักคำว่า ‘ความรัก’ ไม่ว่าจะในแง่มุมใด ไร้ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก ไร้ความเมตตา ความมีน้ำใจไมตรี และความเอื้ออาทรต่อกันนั้น
มันคือการตกอยู่ใน ‘นรก’ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ… :’-P

No comments:
Post a Comment