MONEY MONSTER
(Jodie Foster, 2016)
หนังสนุก ตื่นเต้น ระทึกใจมาก! (ไปดูเองในรอบปรกติฮะ ไม่มีใครเรียกให้ไปดูรอบสื่อ #เพราะไม่ดังไม่ไฮโซไม่เปนที่รู้จัก #พูดทำไม) แต่ดูแล้วหดหู่เศร้าใจยังไงบอกไม่ถูก คือถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า #ทุนนิยมแม่งเหี้ย แต่เราก็ไม่มีทางหลุดพ้นออกจากวงจร(อุบาทว์)นี้ไปได้อย่างเด็ดขาด ตราบใดที่เรายังต้องกินต้องใช้ ต้องมีชีวิตอยู่ในสังคม ซึ่งไม่ว่าจะกระดิกเนื้อกระดิกตัวทำอะไรก็ตาม ล้วนต้องใช้ ‘เงิน’ ทั้งนั้น!!
เพราะงั้นหน้าไหนอย่ามาพูดให้ได้ยินเลยว่า “อยากรวยไปทำไม รวยแค่ไหนก็เอาไปไม่ได้” เลยฮะ บอกตรงๆว่าเหม็นขี้ฟัน เพราะถ้าให้เลือกกันจริงๆระหว่าง ‘รวย’ กับ ‘จน’ จะมีสักกี่คนที่เลือกอย่างหลัง! มีแต่จะเลือกอย่างแรกทั้งนั้น!! และที่เห็นทำงานงกๆทุกวันนี้ เอาเงินไปลงทุนนั่นโน่นนี่ ไม่ใช่เพราะอยากรวยกันหรอกหรือ? แม้ว่าจะเปนเรื่องจริงที่ “เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้” แต่หลายอย่างที่ชีวิตเราอยากได้ หลายอย่างที่ถือเปนความจำเปนในการดำรงชีวิต (เช่น ปัจจัย 4) ถ้าไม่มีเงินไปซื้อ แล้วจะได้ของพวกนั้นมาเหรอฮะ
พูดถึงเรื่องเงินแล้ว #เปนบ้า #สมแล้วที่หนังชื่อเรื่องMoneyMonster #อสูรเงินตรา :-P พูดถึงหนังดีกว่า… พล็อตเรื่องก็อย่างที่ได้ดูในหนังตัวอย่างแหละฮะ มีชายหนุ่มคนหนึ่งถือปืนบุกเข้าไปในห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ จับตัวพิธีกรรายการวิเคราะห์หุ้นชื่อดังเปนตัวประกัน เพราะแค้นที่พิธีกรนำเสนอข้อมูลหุ้นที่แลดูน่าเชื่อถือ แต่กลับทำให้เขาต้องสูญสิ้นเงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่ไปในชั่วพริบตา เลยลงมือขั้นอุกกาจต่อหน้าผู้ชมที่กำลังดูรายการนี้ผ่านหน้าจอทีวีทั่วประเทศ เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ว่า รายการนี้มันเชื่อถือไม่ได้ ดีแต่เอาข้อมูลจอมปลอมมาหลอกต้มคนดูไปวันๆ ใครที่ไม่รู้เท่าทันก็มีแต่จะตกเปนเหยื่อ กลายเปนคนสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างช่วยไม่ได้ (เหมือนที่เขาโดนมาแล้ว T__T)
หนังยังมีรายละเอียดอีกเยอะนะฮะ แต่เล่าแค่นั้นพอ #เด๋วโดนหาว่าสปอยล์หนังอีก *__* แต่อยากคุยให้ฟังว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ แท้จริงคือมาจาก ‘ความโลภ’ และ ‘ความโง่’ ที่นำพามนุษย์ก้าวไปสู่จุดอับจนในชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับตัวละครชายหนุ่ม ที่แสดงโดย แจ๊ค โอ’คอนเนลล์ นั้น หนังนำเสนอให้เห็นว่า นอกจากสองอย่างที่กล่าวแล้ว อันทำเขาต้องตกอยู่ในสภาพจนตรอก หนีไม่พ้นการที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องใช้ ‘เงิน’ เปนตัวแปรสำคัญในการให้ได้มาซึ่งชีวิตที่ราบรื่นและสะดวกสบาย (คนละอย่างกับการใช้เงินเพื่อวัดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเนาะฮะ ^^)
พูดง่ายๆคือ ยิ่งมีเงินมาก โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลทุกข์ร้อนเรื่องปากท้องของตัวเองและครอบครัวก็มีมากขึ้น แต่ถ้ามีเงินน้อย โอกาสเหล่านั้นก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ทว่าในสังคมที่การทำงานหนัก ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง หมั่นเพียร อดทน หนักเอาเบาสู้ ไม่เที่ยวเตร่เฮฮา ไม่ติดเหล้า ไม่เล่นยา ไม่มั่วกามา ฯลฯ กลับมิได้มีหมายความเดียวกับการได้มาซึ่งเงินทองมากมาย เพียงพอกับการได้ใช้ชีวิตแบบพอกินพอใช้ (ไม่ต้องพูดถึงขั้น “อยู่ดีกินดี และมีเหลือเก็บไว้ใช้ยามจำเปน” Y__Y) กลายเปนตัวผลักดันบังคับให้หลายคนคิดอยากรวยเร็วๆ รวยทางลัด หรืออย่างน้อยก็ทำอะไรที่จะทำให้ได้เงินเยอะๆโดยที่ลงแรงน้อยๆ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย หลังขดหลังแข็ง สายตัวแทบขาด ทำงานแทบตายได้เงินมาแทบไม่พอใช้ เด๋วค่าเช่าบ้าน ค่านมลูก บลาๆๆๆ
สมัยก่อน เรามักจะได้ยินคำพูดว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” ใช่ปะฮะ แต่มาถึงยุคนี้ กลายเปนว่าคนจนประเภทที่จ๊นจน...ยังไงก็ยังเล่นหวย ส่วนคนรวยที่ร๊วยรวย...ก็ยังเล่นหุ้นไม่เลิกไม่รา ทว่าคนจนประเภทที่ “ก็ไม่จนเท่าไหร่ แต่ยังไปไม่ถึงความรวยสักที” พูดอีกแบบคือเปนกลุ่มคนที่กระดากและอาจถึงขั้นดูถูกเหยียดหยามการเล่นหวย มองว่าเปนเรื่องการพนัน งมงาย ไร้สาระ เลื่อนลอย เหมือนฝากความหวังไว้กับโชคชะตา ต่างจากการเล่นหุ้นที่ต้องใช้ความรู้และสติปัญญา คือมองว่ามันเปนการ ‘ลงทุน’ ประเภทหนึ่ง เข้าทำนองซื้อมาแล้วก็ขายไป หุ้นตัวไหนมีแววทำกำไรก็เข้าไปช้อนซื้อ ตัวไหนมีแววไม่ดีก็เทขาย ซึ่งก็ทำให้รู้สึกว่ามัน ‘ง่าย’ ถึงขนาดนั้น กลุ่มนี้แหละฮะที่ตอนนี้เห็นหันมาเล่นหุ้นกัน ซึ่งโดยมากก็มักจะตกอยู่ในสภาพแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แบบเดียวกับตัวละครชายหนุ่มในหนังเรื่องนี้นั่นเอง
ว่าที่จริง ก็น่าเห็นใจตัวละครตัวนี้อยู่ไม่น้อยนะฮะ แต่น้องมอดไม่อยากจะเอาตัวเองเข้าไปตัดสินพฤติกรรมของเขา เพราะถ้าเราไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับที่เขากำลังเผชิญ เราคงไม่มีวันเข้าใจความรู้สึก รวมถึงเข้าใจวิธีคิดในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆของเขาอย่างเด็ดขาด
เลยได้แต่คิดว่า ถ้าเปนตัวน้องมอดเอง หากคิดจะเล่นหุ้นขึ้นมาจริงๆ คงไม่แคล้วคิดแบบเดียวกับตัวละครแหละฮะ คือต่อให้ศึกษาหาข้อมูลความรู้มากมายเพียงใด แต่ก็ไม่วายต้องพึ่งพาความเห็นของคนที่เราเชื่อมั่นว่ามีภูมิความรู้ มีประสบการณ์น่าเชื่อถือ มาช่วยในการตัดสินใจอยู่ดี เพราะบางเรื่อง เราคิดคนเดียวมันไม่ชัวร์ ต้องให้คนอื่นที่เก่งกว่า ฉลาดกว่า มีความรู้มากกว่ามาช่วยคิด ซึ่งก็มักจะ ‘ตกม้าตาย’ กันตรงที่ลืมคิดไปว่า ถึงอย่างไรการตัดสินใจย่อมเปนของเราคนเดียว เพราะเวลาเราเจ๊ง-หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีใครมาร่วมเจ๊งไปกับเราด้วยนะครัชชชชชชช
ถือเปนความโชคดีที่น้องมอดไม่เคยคิดเล่นหุ้นอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่ามันเปนอะไรที่ยากเกินความเข้าใจ แถมยังต้องอาศัยความ ‘ใจถึง’ ชนิดมากล้น แบบว่าถ้าเสี่ยงน้อยก็ได้น้อย โอกาสรวยมาถึงช้า แต่ถ้าเสี่ยงมาก โชคดีได้กลายเปนเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าซวย ก็คือหมดตูดทันตาเห็น
นักแสดงทุกคนเล่นดีมากๆ โดยเฉพาะแจ๊ค โอ’คอนเนลล์ ถือว่าเฉียดขาด เห็นสีหน้าและแววตาของเขาให้หลายฉากแล้ว ทั้งสงสารและสมเพชต่อสิ่งที่เขาทำ นอกจากเกลียดไม่ลงแล้วยังรู้สึกเอ็นดูอีกต่างหาก ^^ ยิ่งท้ายเรื่องเห็นเขาต้องเจอกับชะตากรรมแบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกหดหู่จูออนทันที ส่วน จูเลีย โรเบิร์ตส์ นั้นปลื้มนางสุดๆ ดูเรื่องนี้แล้วหายคิดถึงไปเปนกอง เพราะแสดงฝีมือได้เริ่ดกว่า Mother’s Day หลายเท่า รู้สึกเหมือนได้ดู เอริน บร็อคโควิช เปลี่ยนจากสาวเสิร์ฟจากผู้ช่วยทนายความ กลายมาเปนผู้กำกับรายการทีวียังไงยังงั้น! ดูแล้วเท่ #รัก ^_^
บทสรุปของหนังเปนอะไรที่ ‘อึ้ง’ และ ‘เงิบ’ มาก เพราะมันสะท้อนถึงสังคมมมยุคการบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างฉาบฉวยเบาหวิว ไม่รู้ว่าเปนเพราะยุคนี้มีรายการเรียลลิตี้โชว์เยอะ หรือเพราะรายการแบบ ‘เรื่องจริงผ่านจอ’ มันแยะ เช่นเดียวกับรายการเล่าข่าวที่ให้พิธีกรออกมาพูดโน่นพูดนี่ แสดงความเห็นส่วนตัว มีอคติต่อข่าวบ้างไม่มีบ้าง แล้วก็เรียกให้หรูๆว่าเปนรายการ ‘วิเคราะห์ข่าว’ (ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะเปนการวิเคราะห์ด้วยความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ) ทำให้คนยุคนี้ดูรายการข่าวเหมือนดูรายการบันเทิง หรือดูหนังฮอลลีวู้ดสนุกๆสักเรื่องเท่านั้นเอง
เพราะไม่ว่าเหตุการณ์นั้นมันจะแลดูรุนแรง น่าสะเทือนใจ ชวนให้เรารู้สึกเศร้าสลดใจ แต่พอเหตุการณ์นั้นเดินมาถึงตอนจบ ก็ราวกับว่าปุ่มอ่อนไหวและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของเราจะพลอยถูกกดปิด เพราะแม้เราจะนึกเห็นใจกับชะตากรรมของคนตัวเล็กๆในจอทีวี ผู้ถูกสังคมกดดัน-บีบคั้น-กลั่นแกล้ง จนระเบิดความรุนแรงใส่ผู้คนรอบข้างและตัวเองเพียงใด แต่เท่าที่เราทำได้เมื่อเหตุการณ์นั้นมันผ่านแล้ว ก็แค่อาจจะนึกไว้อาลัยให้แก่เขาเพียงชั่วครู่ แล้วก็หันมาดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตของตนต่อไป ลืมเลือนเรื่องราวที่เพิ่งได้ดูมาเสียสิ้น แต่เฝ้าแต่รอว่าเมื่อใดจะมีข่าวใหม่ๆ มี ตัวละครใหม่ๆ ที่มีระดับความแรงและความน่าตื่นเต้นของเหตุการณ์ปรากฏขึ้นมาให้เราได้เสพความบันเทิงผ่านหน้าจออีกครั้ง...และอีกครั้ง… :’-P

No comments:
Post a Comment