TIMELINE เพราะรัก...ไม่สิ้นสุด 2
(ธณัฐกรณ์ บางเภา/พัศพงศ์ ตรงประสิทธิ์/
จิตตินันท์ ยอดวงศ์สกุล, พ.ศ. ๒๕๕๙)
ขอเขียนถึงเฉพาะที่ชอบละกันนะฮะ ที่ไม่ชอบก็ไม่เขียน จะได้ไม่ต้องพูดยาว ไม่งั้นคงได้เขียนกันสามโพสต์สี่โพสต์ไม่จบไม่สิ้นแน่! หุหุ
หนังก้ออออ…(ลากเสียงยาวมาก)...พอดูได้อยู่นะฮะ แต่มีเงื่อนไขนิดนุงว่า ต้องพยายามมองข้ามอะไรที่ดูแล้วรู้สึกแปลกๆ แบบว่าเหวอ...ทำออกมาได้โนะ!! ไปให้ได้ เพราะถ้าเราข้ามผ่านมันไปไม่ได้ เราจะดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดทรมานใจที่สุด (แบบที่น้องคนหนึ่ง ‘กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์’ ให้น้องมอดฟังแบบไม่บันยะบันยังหลังจากดูหนังจบแล้ว ฟังแล้วหัวเราะไม่ติดเบรคเลยแหละ)
เพราะงั้น หลักง่ายๆที่จะทำให้เราดูหนังเรื่องได้แบบไม่ทุกข์ คือไม่ต้องคิดถึงตรรกะเหตุผลอะไรให้วุ่นวาย คิดแค่ว่า “มันเปนหนัง อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ #จบ” และปล่อยใจให้ตัวเองได้สัมผัสความ ‘จิ้น’ มโนแจ่มโน่นนี่ตามแต่หนังจะพาไป เพราะมันคือความตั้งใจหรือเป้าประสงค์หลักของคนทำหนังอยู่แล้ว เพื่อให้คนดูดูแล้วก็ ‘ฟิน’ (ซึ่งบางตอนก็ทำได้อยู่นะ)
หนังแบ่งเปนตอนสั้นๆ 4 เรื่อง พูดถึงเรื่องราวความรักระหว่างชาย-ชายที่มีห้วงเวลามาเกี่ยวจ้อง เรื่องแรกเล่าเรื่องของหนุ่มน้อย ม.4 ที่แอบหลงรักรุ่นพี่ ม.6 สุดหล่อผู้ไม่เคยเหลือบแลสายตามาที่เขาเลย โดยไม่รู้ว่ามีรุ่นพี่ ม.6 อีกคนแอบรู้สึกดีๆกับเขา... เรื่องที่สอง เล่าเรื่องอดีตคู่รักที่หวนกลับมาพบเจอกันอีกครั้งตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้แก่กัน... เรื่องที่สาม เปนเรื่องของเด็กหนุ่มที่เพิ่งอกหัก และพบรักใหม่ซึ่งเขารู้สึกว่าเปน ‘รักแท้’ ก่อนจะรู้ว่าอีกฝ่ายสื่อสารกับเขาด้วยภาษากายได้เพียงอย่างเดียว… เรื่องสุดท้าย เรื่องของเด็กหนุ่มท่อยู่ๆก็เข้ามาคลุกคลีตีซี้ สนิทชิดเชื้อกับกะเทยรุ่นป้า ทำให้ป้าคิดเลยเถิดไปไกล (สงสัยเพราะดูหนัง Gerontophilia มากไป!) จนกระทั่งได้พบความจริงอันแสนสะเทือนใจ T___T
ใน 4 เรื่องนี้ น้องมอดชอบตอนสองที่สุดฮะ อย่างหนึ่งคือตัวละครมีแค่สองคน ทำให้ปล่อยมุข(พยายาม)ตลกพร่ำเพรื่อแบบตอนแรกไม่ได้ อย่างที่สองคือหนังค่อนข้างมีโรแมนติกมาก ทั้งเรื่องราวและอารมณ์ มีฉากจิ้นฟินกระจายและฉากซึมเซาเหงารัก อีกทั้งตัวเรื่องก็ออกจะซับซ้อน มีย้อนอดีตไปมา ก็ทำให้เกิดความอยากรู้อยากติดตามว่ามันจะอะไรยังไงกันต่อ
อย่างสุดท้ายคือมีความรู้สึกเหมือนดูหนังรักชาย-หญิงมากกว่าจะเปนหนังรักชาย-ชาย เพราะว่านักแสดงทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งก็ดูแม้นแมน ตัวสูงใหญ่ ล่ำบึ้ก อีกคนก็ดูส้าวสาว เอวบางร่างน้อยเล็กจ้อยน่าทนุถนอม แถมยังออกจริตสะเทิ้นเขินอายได้ดูแนบเนียนมาก ซึ่งถ้าที่เห็นเปนแค่ ‘การแสดง’ ก็ต้องพูดว่าน้องคนนี้มีแววดีเลยทีเดียว แถมยังดูมีเสน่ห์มากกว่าอีกหลายคนในหนังด้วย (แต่ก็นะ… จะบอกว่าน้องๆแต่ละคน ตัวจริงหรือแม้แต่รูปถ่ายเล่นๆในไอจี, ทวิตเตอร์ ดูแจ่มจันทร์ขวัญใจกว่าที่ได้เห็นในหนังลิบลับ ไม่รู้สาเหตุคืออะไร ถ้าไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ก็คงเพราะผู้กำกับไม่ใช่เกย์ เลยถ่ายผู้ชายออกมาดูแย่ อันนี้ไม่รู้จริงๆ #ไม่อยากรู้ด้วย ^^ เอาเปนว่าไหนๆจะทำหนังให้คนดู ‘จิ้น’ กันทั้งที ก็น่าจะถ่ายให้ดาราออกมาดู ‘น่ากิน’ กว่านี้ #จบนะ)
อีกตอนที่ชอบคือตอนสุดท้าย ซึ่งมีพล็อตเรื่องน่าสนใจ ตัวละครมีปมขัดแย้งในจิตใจระดับเข้มข้นรุนแรง จนอดเสียดายไม่ได้ว่าถ้า ‘ขยี้’ ให้แรงๆ ก็อาจกลายเปนหนังดราม่าดีๆได้เลย ที่ ‘ทึ่ง’ มากๆคือ คุณจอนนิเฟอร์ เดอะวอยซ์ นอกจากบุคลิกจะเหมาะกับบทที่ได้รับแล้ว เธอยังเล่นดีมากๆด้วย ถ้าพูดว่าราวกับเธอเกิดมาเพื่อรับบทนี้ จะฟังดูเว่อร์ไปมั้ยฮะ
นอกนั้นก้ออออออ…(ลากเสียงยาวอีกตามเคย)...นะ! ไม่อยากพูดมากละ #หวังว่าคงเข้าใจเนอะ ^^ เอาเปนว่าใครที่รักหนังไทย อยากให้กำลังใจคนทำหนังรุ่นใหม่ก็ลองไปดูกันนะฮะ หนังอาจจะมีอะไรแปลกๆ ชวนให้รู้สึกขัดหูขัดตาอยู่เยอะก็จริง (ถึงได้บอกไว้ตอนต้นไง ว่าต้องพยายามข้ามผ่านมันไปให้ได้) แต่เชื่อว่าคนทำหนังก็มีความตั้งใจเต็มที่นะฮะ ก็ต้องให้โอกาสพวกเขาพิสูจน์ตัวเองกันต่อไป เพราะว่าการทำหนัง มันก็ต้องลองทำกันไปเรื่อยๆ ไม่มีวิธีที่ถูกหรือผิด แต่ที่แน่ๆคือมันไม่มีวิธีที่ ‘ง่าย’... #เด๋วนะ #ประโยคสุดท้ายนั่นมันจากเรื่องFathersมะช่ายเหรอ อิอิ :’-P

No comments:
Post a Comment