Tuesday, June 7, 2016

IF CATS DISAPPEARED FROM THE WORLD (2016)


IF CATS DISAPPEARED FROM THE WORLD
(Akira Nagai, 2016)

เปนหนังอีกเรื่องในช่วงนี้ที่คนดูเยอะมาก (สงสัยเบื่อหน่ายหนังซูเปอร์ฮีโร่กันเต็มที) ถือเปนหนัง ‘ดี’ นะฮะ รอบที่น้องมอดไปดู คนเกือบเต็มโรง นั่งดูกันเงียบเชียบ แลดูตั้งอกตั้งใจมาก จนนึกว่าแอบกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ แต่พอหนังจบกลับได้ยินสองหนุ่มที่นั่งข้างๆ คุยกันแว่วๆว่า...หลอกให้มาดูหนังอะไรเนี่ย แล้วก็ บลาๆๆๆ ออกแนวไม่ค่อยปลื้ม น้องมอดก็นึกในใจว่า...อ้าว! คิดเหมือนกันเบยยยยย 555+ แต่น้องมอดตั้งใจมาดูเอง ไม่มีใครหลอก (แค่ถูกล่อด้วยบัตรฟรี...คิคิ) เพราะได้ยินคนพูดกันจังว่าดูแล้วซาบซึ้ง ประทับใจ งั้นโง้นงี้ ก็เลยมาพิสูจน์


อย่างที่บอกไปแหละฮะ ว่าหนัง ‘ดี’ แต่ดูแล้วไม่ค่อยปลื้ม คือดูไปเรื่อยๆได้จนจบ มีแอบหาวนิดหน่อยตอนช่วงที่รู้สึกว่าเรื่องราวไม่ค่อยคืบหน้า เนื้อเรื่องประมาณว่า พระเอกเปนบุรุษไปรษณีย์ที่พบว่าตนเองป่วยด้วยโรคร้ายและกำลังจะตาย เขาได้พบบุรุษลึกลับที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเขาทุกอย่าง อ้างว่าสามารถช่วยยืดเวลาชีวิตให้เขาได้หนึ่งวัน แลกกับสิ่งของอย่างหนึ่งซึ่งจะหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล เริ่มด้วย ‘โทรศัพท์’ เครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เขาได้รู้จักและพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง, ‘ภาพยนตร์’ ที่ทำให้เขากลายเปนเพื่อนสนิทกับคอหนังขั้นเทพ จนทำให้เขาได้รู้จักกับหนังมากมาย สุดท้ายคือ ‘แมว’ สัตว์เลี้ยงตัวน้อยซึ่งดูเหมือนเปนสิ่งเดียวที่ยึดโยงเขาไว้กับความทรงจำถึงแม่ผู้จากไป T__T

ชอบที่หนังพูดไว้ชัดเจนถึงการที่คนเราทุกคน ล้วนมีความทรงจำและผูกพันกับใครบางคนผ่านสิ่งของ ไม่ว่าจะเปนสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต จำเปนหรือไม่จำเปนต่อชีวิตก็ตาม หากสิ่งของเหล่านั้นเกิดหายไป ‘ตัวตน’ ที่เราเคยมีในความรับรู้ของคนอื่นก็จะพลอยหายไป เหมือนจู่ๆเราก็ไม่เคยปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ พูดแล้วเศร้าเนอะ Y___Y

ว่าที่จริง หนังก็ดูเศร้าๆซึมๆแหละ ดูแล้วรู้สึกหดหู่เมื่อคิดว่าวันหนึ่งวันใดที่เราตายไปจากโลกนี้ เราคือเหมือนไม่เคยมีตัวตนเลยนะ แต่พอได้ยินพระเอกพูดวนๆอยู่สองสามครั้ง ว่าถ้าตัวมันตายไปจากโลกนี้ จะมีใครร้องไห้ให้บ้างมั้ย (นึกถึงเพลง “หากคนอย่างฉันตายจากไป เธอเศร้าใจหรือเปล่า…” ขึ้นมาทันที) พูดตรงๆคือฟังครั้งแรกก็รู้สึกหมองๆขึ้นมานิดๆ แต่พอได้ยินครั้งที่สองครั้งที่สาม ชักรู้สึกว่าจะ ‘ฟูมฟาย’ ไปปะ! คือเข้าใจอารมณ์ตัวละครอะนะ ว่ารู้สึกอยากให้ตัวเองมีความสำคัญในสายตาคนอื่นบ้างอะไรบ้าง (พูดง่ายๆ คือเหมือนคนที่กลัวว่าพอตัวเองตายไป จะไม่มีใครมางานศพ อะไรทำนองนั้น) แต่จะว่าไปเรื่องแบบนี้ มันขึ้นอยู่กับการที่เราปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นยามเมื่อยังมีชีวิตอยู่อะปะ

อยากตอบกลับตัวละครในจอจริงๆ (แต่จนใจว่าพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เปน เลยต้องมานั่งเขียนตรงนี้แทน ถถถถถ) ว่าถ้าอยากให้คนร้องไห้ให้ตอนเราตายไป ก็จงทำตัวให้ใครๆรักใคร่และชื่นชมก็เท่านั้น จะในแง่ความเปนคนมีน้ำใจไมตรี ชอบช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ทำไป แล้วคุณก็จะได้รับสิ่งดีๆตอบแทนกลับคืนมาเองแหละ ไม่ใช่มานั่งรำพึงรำพัน คร่ำครวญ มันโคตรน่ารำคาญ!!! 

พูดก็พูดเถอะ เรื่องที่จะให้มีใครมา ‘ร้องไห้’ ให้เราเมื่อเราตายไปนั้น น้องมอดว่ามันออกจะเปนเรื่องหวังสูงอยู่เนาะ แบบว่า...ถ้าไม่ใช่พ่อใช่แม่ใช่ญาติพี่น้องกันจริงๆ โอกาสที่จะมีใครมาร้องไห้ให้เรา (หรือแม้แต่รู้สึกเสียดายว่าเราไม่น่าตายเลย) มันก็น้อยลง ถ้าเปนคนอื่นที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็ต้องแสดงว่ารักกัน ผูกพันกันจริงๆ ถึงจะเสียน้ำตาให้แก่กันได้ เพราะงั้น จงอย่าหวังว่าเมื่อเราตายไปจะมีใครมาเสียน้ำตาให้เราเลย หวังแค่ไม่โดนสาปส่งว่าตายๆไปเสียได้ก็ดี เพราะอยู่ไปก็มีแต่หนักแผ่นดินแลรกโลก เท่านี้ก็ดีถมไปละ

สรุปอีกครั้งว่าเปนหนังที่น่าดูฮะ บอกกับเราอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาว่าชีวิตนี้สั้นนัก แค่เดินหันหลังให้กันไม่ทันไร ก็โดนรถชนตายได้แล้ว เพราะงั้นจงใช้ชีวิตให้เต็มที่!! แต่น้องมอดกลับไม่คิดอย่างนั้นนะฮะ คิดไปอีกแง่ว่า ถ้างั้นเราควรจะใช้ชีิวตอยู่กับคนที่เรารักให้คุ้มค่าที่สุดอะปะ เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันอีกนานแค่ไหน ไม่ใช่หนีไปใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเพียงคนเดียว ไม่เอาใครเลย แล้วพอใกล้ตาย ก็มาคร่ำครวญว่าจะมีใครร้องไห้ให้เราบ้างมั้ย มันใช่เหรอ!!! อาจเปนเพราะน้องมอดเลยวัยที่จะมานั่งแคร์อะไรแบบนั้นแล้ว มีแต่จะคิดว่าทำอย่างไรให้คนยังคง ‘จดจำ’ เมื่อน้องมอดหายไปจากโลกนี้… :’-P

No comments: