FINDING DORY
(Andrew Stanton, 2016)
หนังก็ดูสนุกดีนะฮะ ว่าที่จริงมันก็ดีงามตามมาตรฐานหนังพิกซาร์นั่นแหละ แต่ก็ไม่รู้สินะ! น้องมอดดูแล้วกลับไม่รู้สึกประทับใจหนังเท่าไหร่เลย พูดตรงๆคือเทียบกับ Finding Nemo ภาคแรกของหนังยังไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึง Inside Out หรือ Zootopia ให้เสียเวลา! อดรู้สึกไม่ได้ว่าหนังออกจะดูกระโดกกระเดกเปนม้าดีดกะโหลกไปสักหน่อย อาการประมาณเดียวกับนางเอก Me Before You คือเปนคนไม่รู้ตัวว่าความประสาทแดกในตัวมัน พลอยทำให้คนรอบ-ข้างประสาทแดกตามไปด้วย! ดูแล้วก็แอบ ‘เฮ้อ…’ ในใจว่าทำไมเราถึงไม่มีอารมณ์ร่วมใดๆกับหนังเล้ยยยย… ทั้งที่ภาพอนิเมชั่นก็ออกจะน่ารัก สวยงาม หลายฉากดูอลังการสีสันสดใสแจ่มแจ๋ว แต่ไหงกลับไม่ปลื้มมันอย่างที่ควรจะเปนหว่าาาา
อย่างตอน Finding Nemo นั้น มีความรู้สึกว่าอะไรๆมันก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด ไม่ว่าจะเปนฉากใต้ทะเลลึก รวมถึงฉากการออกไปผจญภัยของ มาร์ลิน ที่ต้องออกตามหา นีโม ลูกชายสุดที่รักกลับคืนมา โดยที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวในใจตนจนสามารถพิชิตมันลงได้สำเร็จ ดูแล้วสนุก ตื่นเต้น ซาบซึ้ง ประทับใจมากๆ
แต่พอมาภาคนี้ มันดูมั่วๆตั้งแต่ชื่อเรื่องเลยทีเดียว เพราะตั้งชื่อว่า Finding Dory แต่เอาเข้าจริงกลับเปนเรื่องที่ ดอรี่ ปลาขี้ลืมผู้พยายามออกตามหาพ่อแม่ที่พลัดหลงหายสาบสูญกันไป ซึ่งแค่ชื่อเรื่องก็แลดูว่าจะคนละประเด็นกับเรื่องแล้ว แถมการผจญภัยของดอรี่ในครั้งนี้ก็มิได้ดูน่าตื่นเต้นหรือชวนติดตามสักเท่าไหร่ เพราะว่ามันเอาแต่วนไปวนมาอยู่ในสถานที่แห่งเดียว ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าออกจะเล่นง่ายไปหน่อย แม้หนังจะสร้างเงื่อนไขให้แลดูว่ายากเย็นแสนเข็ญในการพาตัวละครเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็ตาม แต่มันกลับไม่รู้สึกน่าเชื่อถือเลยอะ พูดแบบกระแดะๆก็ต้องว่าเหตุการณ์ในหนังมัน “ไม่เมคบีลีฟเล้ย” ทำให้คิดว่าถ้าเปลี่ยนจากสัตว์น้ำกลายเปนสัตว์บก อาจดูน่าเชื่อถือกว่าก็เปนได้ (อะป่าว)
แต่อะไรก็ไม่ชวนให้กลุ้มใจตรงที่รู้สึกว่าหนังมีแต่ตัวละครดูบ้าๆบอๆ นั่งๆดูไปรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโรงพยาบาลบ้า มีแต่สัตว์ป่วยจิตเพ่นพ่านเต็มไปหมด ตัวละครตัวเดียวที่ดูปรกติธรรมดาที่สุดของภาคนี้ จึงหนีไม่พ้นลูกปลาน้อยนีโมตัวเดียว!
ถึงจะไม่ค่อยปลื้มนัก แต่อย่างหนึ่งที่ชื่นชมมากๆ คือการคิดสร้างเรื่องสร้างเหตุการณ์ผจญภัยนานาในสวนสัตว์น้ำ (ขอเรียกง่ายๆแบบนี้ละกันนะฮะ เพราะเรียกว่าศูนย์วิจัยสัตว์ทะเลแล้วรู้สึกมันยาวววว ^^) ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเปนหลายโซน ทำให้ต้องคิดหาทางให้พวกมันออกจากโซนหนึ่งไปยังอีกโซนหนึ่ง ซึ่งหลายช่วงก็ออกจะเอะอะมะเทิ่งแบบนินจาเต่ามากๆ กลายเปนว่าภาคนี้ ตัวละครที่ขโมยซีนได้อย่างเฉียบขาดคือ แฮงค์ ปลาหมึกยักษ์ผู้มีความสามารถด้านการพรางตัว รวมถึงการปีนป่ายห้อยโหน จนอดคิดไม่ได้ว่าคงจะเคยเปนทหารผ่านศึกมาก่อนแน่แท้ ซึ่งคอยช่วยเหลือเรื่องการเดินทางให้แก่ดอรี่ เพราะไม่อยากกลับคืนสู่ท้องทะเล ด้วยเคยมีความหลังผังใจมาก่อน ทำให้คิดว่าน่าจะเอาแฮงค์ไปสร้างเปนหนังเรื่องต่อไป เพราะแลดูเปนตัวละครที่ผ่านอะไรมาเยอะ มีแบ็คกราวน์ชีวิตที่ซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
เอาเปนว่าหนังก็ดูเพลินๆดีฮะ จริงๆก็มีหลายอย่างที่ชอบ อย่างแรกคือแค่ได้ยินชื่อ ซิกอร์นี่ย์ วีเวอร์ ก็ขำไม่หยุดแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขำไปทำไม คงเพราะไม่นึกว่าหนังจะเล่นมุกแบบนี้ละมัง แล้วก็พยายามคิดแบบให้มีเหตุผลว่าที่ผู้กำกับเอาซิกอร์นี่ย์มาเล่นบทนี้ (บทอะไรไม่บอก! อยากโดนสปอยล์เหรอ ถถถถถถถ) คงเพราะเธอเคยรับบท ไดแอน ฟอสซีย์ นักอนุรักษ์กอริลล่าในหนัง Gorilla in the Mist หรือ “กอริลล่าสุดสายหมอก” นั่นละมังฮะ (ไม่น่าจะใช่เพราะเธอเคยตบกับเอเลี่ยนมาไม่รู้กี่ภาคหรอกโนะ!)
ที่ชอบอย่างถัดมา คือตอนที่ดอรี่พูดกับแฮงค์ว่า เวลาทำอะไรเธอไม่เคยวางแผนเลย (ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะขี้ลืมซะขนาดนั้น!) แต่ใช้หัวใจหรือสัญชาตญาณเปนตัวนำทาง ทำให้นึกถึง ฟอร์เรสต์ กัมป์ ขึ้นมาทันที เพราะกัมป์ก็เปนคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เคยวางแผน หรือตั้งเป้าหมายอะไรในชีวิตไว้ชัดเจน แต่ปล่อยตัวเองให้ลอยไปตามกระแสลมแห่งชีวิตตามแต่มันจะพัดพา บ้างก็ขึ้นสูง บ้างก็ลงต่ำ สลับกันไป แตกต่างจาก เจนนี่ หญิงที่เขารักซึ่งพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนนำพาตนเองไปสู่สภาพชีวิตที่ดีกว่า แต่กลับลงเอยด้วยการไปไม่ถึงดวงดาวเลยสักครั้ง แสดงให้เห็นว่าชีวิตคนเรานั้นไม่ต้องคิดอะไรหรือทำอะไรให้วุ่นวายซับซ้อนนักหรอก ปล่อยมันไปตามลมบ้างอะไรบ้างก็มีความสุขดี
แต่ก็อีกแหละ การคิดแบบกัมป์ มันก็อาจจะแลดูสุดขั้วไปหน่อย พูดกันตามจริงคือแลดูเปนแนวคิดที่เหมาะสำหรับคนมีกินมีใช้ ไม่ต้องลำบากเดือดร้อนกับอะไรในชีวิตอีกแล้ว จนสามารถอยู่ได้แบบเรียบง่าย มีความสุข บลาๆๆ แต่สำหรับคนที่ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ยังต้องหาเช้ากินค่ำ แถมไม่ได้หามาเพื่อกินคนเดียว เพราะมีอีกหลายคนคอยช่วยกินช่วยใช้ด้วย ก็ควรจะต้องมีการวางแผนหรือตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้เหมือนกัน
แต่ถ้าวางแผนไม่ได้ ตั้งเป้าไม่เปน เพราะยังไม่รู้จักตัวเอง ยังค้นหาตัวเองไม่เจอล่ะ จะทำยังไง?
ก็คงต้องใช้วิธีแบบที่นีโมพูดกับพ่อ ว่าถ้าเจอปัญหาก็ให้สมมติว่าถ้าตัวเองเปนดอรี่จะมองเห็นอะไรก่อนเปนอย่างแรก แล้วก็เอาสิ่งที่เห็นนั้นมาช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่จนเอาตัวรอดไปได้ เปน ‘การแก้ปัญหาแบบดอรี่’ หรือพูดให้ชัดๆคือ “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” นั่นเอง
สรุปคือ ในการใช้ชีวิต เราอาจไม่จำเปนต้องวางแผนให้วุ่นวายก็จริง แต่อย่างน้อยก็ควรจะต้องมี ‘สติปัญญา’ มีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เก่งๆ ทว่าถ้าแก้ปัญหาไม่เปนเลย ก็หัดไปวางแผนชีวิตให้ดีๆ
.
เพราะถ้าไม่มีอะไรเลยสักอย่าง มันจะเอาตัวไม่รอด... :’-P

No comments:
Post a Comment