CENTRAL INTELLIGENCE
(Rawson Marshall Thurber, 2016)
หนังตลกดีฮะ ดูแล้วขำหลายฉาก นอกจาก เควิน ฮาร์ต ที่ออกแอ็คติ้งหน้าตาได้กวนบาทาสุดๆ หนังยังเล่นมุก tribute หนังดังในอดีตหลายเรื่อง ส่วนใหญ่ก็มิใช่หนังดีเด่อะไร (อาจจะยกเว้น Goodfellas ไว้เรื่องหนึ่ง) แต่เปนหนังถูกใจคนดูยุคโน้น เอ่ยชื่อขึ้นมาต้องร้องอ๋อทันที! โดยเฉพาะเรื่อง Sixteen Candles (1984) ของผู้กำกับ จอห์น ฮิวส์ (1950-2009) ซึ่งทำเอาคนดูที่นั่งข้างน้องมอดกรี๊ดแตก-หัวเราะกิ๊กๆ ทุกฉากที่พาดพิงถึงหนังเรื่องนี้ นัยว่านางคงโตมากับหนังของลุงจอห์น ฮิวส์ แน่แท้ (น้องมอดก็โตมาเหมือนกันฮะ แต่ชอบเรื่องอื่นของลุงจอห์นมากกว่า อย่าง Ferris Bueller’s Day Off หรือ Pretty in Pink, Uncle Buck Home Alone ไรเทือกนี้ #หนังดีๆทั้งน้านนนนนน…) ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันนะฮะ ว่าผู้กำกับ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ มีความหลังผูกพันอันใดเปนพิเศษกับ Sixteen Candles ถึงได้นำมาเอ่ยอ้างกล่าวถึงแบบจัดเต็ม นอกจากเขียนบทให้ เดอะ ร็อค พูดถึงแล้ว ยังเอาฟุตเตจมาให้ดู แถมจำลองฉากเด่นมาใส่ไว้ด้วย หรือเพียงแค่ต้องการใช้เปนมุกตลกของหนังเท่านั้นก็ไม่รู้ ประมาณว่าผู้ชายตัวยักษ์ๆ ล่ำบึ้กอย่่างเดอะ ร็อค ดันชอบดูหนังตุ๊ดๆ เอ๊ย! หนังผู้หญิ้งผู้หญิง! 5555+
(ที่ต้องรีบเปลี่ยนคำพูด เพราะนึกขึ้นได้ว่าพูดแบบนั้นมันจะแลดู ‘เหยียดเพศ’ เพราะจริงๆหนังทุกเรื่องในโลกล้วนเปน ‘หนังไร้เพศ’ พูดอีกแบบคือมิได้สร้างขึ้นเพื่อเพศหนึ่งเพศใดโดยเฉพาะ แต่สร้างเพื่อให้ดูได้ทุกเพศ เพียงแต่มันจะ ‘โดน’ อารมณ์ความรู้สึก หรือ ‘เข้าทาง’ เพศใดมากกว่าก็เท่านั้น! เพราะงั้น เลิกพูดแบบเหยียดเพศกันเสียทีว่า “เพราะมึงเปนตุ๊ด-แต๋ว-เก้ง-กะเทยหัวโปก ถึงได้ชอบดูหนังตุ๊ดแตกแบบหนังบาซ เลอห์มาน” ถถถถถถถ… #มันเกี่ยวกันมั้ย! เลิกใช้หนังเปนเครื่องมือแบ่งแยกคนออกจากกันเสียที เพราะความชอบเปน ‘รสนิยม’ ส่วนบุคคล จะบังคับขืนใจให้ทุกคนต้องชอบดู-ชื่นชมหนังตามเพศกำเนิดของตนย่อมเปนไปไม่ได้ ปล่อยให้ ‘เครื่องเพศ’ ทำหน้าที่เปนตัวแบ่งแยกเพศชายออกจากเพศหญิงไปเถอะ อย่าเผือกเรื่องของชาวบ้านให้มากนักเลย…แฮ่!)
พล่ามอะไรไปก็ไม่รู้ #สงสัยช่วงนี้เมาไส้กรอกฟุตลอง :-P คุยเรื่องหนังดีกว่า… พล็อตเรื่องก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ตัวละครเอกคือ แคลวิน จอยเนอร์ (เควิน ฮาร์ต) ได้รับการติดต่อจาก บ็อบ สโตน (เดอะ ร็อค) หรือในชื่อเดิม ‘ร็อบบี้ เวียร์ดิค’ เพื่อนสมัยมัธยมเมื่อ 20 ปีก่อน ให้กลับมาเจอเพื่อรำลึกความหลัง โดยแคลวินหารู้ไม่ว่าบ๊อบคือเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่กำลังถูกซีไอเอด้วยกันเองตามล่า เพราะสงสัยว่าเขาคือตัวการเบื้องหลังแผนก่อการร้ายคุกคามโลก บ็อบต้องพยายามสืบหาความจริงเพื่อล้างมลทินให้ตนเองโดยพึ่งพาความสามารถของเพื่อนเก่าให้เปนประโยชน์ ทำให้แคลวินตกกระไดพลอยโจน ติดร่างแหพัวพันนุงนังตามไปด้วย
ก็เปนหนังแอ็คชั่นอีกเรื่องที่เดินตามสูตรหนังสายลับคู่หูต่างขั้วที่จับพลัดจับผลูต้องมาร่วมกันสืบคดีปริศนาจนคลี่คลายออกมาได้สำเร็จลุล่วง จากจุดเริ่มต้นที่เข้ากันไม่ได้ก็กลายเปนยอมรับความแตกต่างของกันและกันได้อย่างสนิทใจ
แต่จุดหนึ่งที่ทำให้น้องมอดรู้สึก ‘สะเทือนใจ’ กับเรื่องนี้ มากกว่าหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นที่ได้ดูก่อนหน้า อาทิ Ride Along, Bastille Day, The Nice Guys คือการที่หนังวางเงื่อนไขให้ตัวเอกคือ แคลวิน จอยเนอร์ แทบว่าจะเปนคน ‘ล้มเหลว’ ในชีวิตทุกด้าน โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้านอาชีพการงาน ซึ่งค่อนข้างผิดจากที่ใครๆ (รวมถึงตัวเขาเอง!) มุ่งมาดคาดหมายว่าน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ ด้วยในอดีต แคลวินเปนดาวเด่นของโรงเรียนที่ใครๆ ล้วนชื่นชมยกย่องในความเก่งกาจสามารถทุกสิ่งอย่าง พูดง่ายๆคือเปนเด็กหนุ่มที่ ‘เรียนดี กีฬาเด่น ความประพฤติงาม’ ส่อแววว่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากบนเส้นทางแห่งอนาคตอันสดใสที่ทอดยาวรอคอยเขาอยู่
แต่พอผ่านเวลามา 20 ปี กลายเปนว่าแคลวินกลับเปนแค่นักบัญชีในบริษัทเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีโอกาสก้าวหน้า เพราะยังถูกเด็กรุ่นใหม่ชิงตัดหน้าคว้าตำแหน่งอันมุ่งหวังไปต่อหน้าต่อตา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าแคลวินจะรู้สึกทุกข์ระทมขมใจเพียงใด เมื่อหวนกลับไปมองวันคืนเก่าๆที่เขาเคยก้าวผ่านมา พร้อมด้วยคำถามกึกก้องในใจว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
หนังไม่ได้บอกไว้ชัดเจนว่า เหตุใดชีวิตของแคลวินจึง ‘ไปไม่ถึงดวงดาว’ อย่างที่มันควรจะเปน แต่น้องมอดก็พยายามทำความเข้าใจว่า เพราะเส้นทางชีวิตของทุกคนต่างมีปัจจัย มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน (บางคนทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะถูกคนชั่วคอยย่ำยีข่มเหง ก็มีให้เห็น T___T)
อย่างหนึ่งที่พอจะพูดได้ ว่าสิ่งที่อาจเปนเหตุผลให้ชีวิตของแคลวินต้องเปนแบบนี้ เปนเพราะเขา ‘ประมาท’ กับการใช้ชีวิต (จริงๆ ควรพูดให้ง่ายๆ ว่าเพราะเขาไม่รู้จัก ‘พัฒนาตนเอง’ แต่มันจะแลดูเหมือนตัดสินเขามากไปหน่อย ว่าปะ?) ความที่เขาเคยเปนคนเก่ง ทำอะไรก็สำเร็จดีงาม เปนคนเด่นคนดัง มีแต่คนมาห้อมล้อมคอยเยินยอ อาจมีส่วนทำให้เขาเกิดความหลงใหลได้ปลื้ม จนลืมไปว่าโลกภายนอกรั้วโรงเรียน มัน ‘โหดสัสรัสเซีย’ เพราะแต่ละคนต่างก็ต้องแก่งแย่งแข่งขัน เพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอด จะมาหน่อมแน้มเอ้อระเหยลอยชายเหมือนตอนอยู่ในโรงเรียน ก็มีแต่จะเอาตัวไม่รอด ตายแหงแก๋เท่านั้นเอง
ว่าที่จริง การเปนคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ตอนเรียนนั้นเปนเรื่องดีนะฮะ แต่ถึงงั้น มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะการันตีได้ว่าจะประสบความสำเร็จได้ในโลกแห่งการทำงาน เพราะชีวิตจริงมันย่อมมีรายละเอียดเงื่อนไขที่ซับซ้อนซ่อนเล่ห์กลมากมาย เช่นในฉากที่เพื่อนร่วมงานของแคลวินมาพูดให้ฟัง ว่าที่เด็กใหม่ได้เลื่อนตำแหน่งข้ามหัวเขาไปอย่างหน้าตาเฉย มิใช่เพราะไอ้นั่นทำงานเก่ง แต่เพราะมัน ‘เลีย’ เจ้านายเก่งต่างหาก! ซึ่งถือเปนหนึ่งในความจริงอันเจ็บปวดของโลกแห่งชีวิตจริง คือบางคนทำงานดีแทบตาย เจ้านายไม่เคยเห็นค่า!
แต่กระนั้น การจะให้เราลดศักดิ์ศรีตัวเองลงไป ‘เลีย’ แข่งกับเค้าบ้าง มันก็ให้รู้สึกกระดากปนละอายใจจนกว่าจะกล้าทำ!!!
อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าแคลวินนั้นก็เหมือน ‘ติดกับดัก’ ความคิดของตนเองอยู่ด้วย เพราะเขานำคำพูดของคนอื่นๆ รวมถึงภาพความรุ่งโรจน์ในอดีต มาเปนกรอบสร้างความกดดันแก่ตนเองในปัจจุบัน (ถึงขั้นที่พูดว่า ถ้าเปนไปได้ เขาจะขอให้ตัวเองไม่ต้องเปนดาวเด่นประจำรุ่น เพราะว่ากราฟชีวิต มันมีแต่จะดิ่งลงสถานเดียว!) การปฏิเสธที่จะไปร่วมงานคืนสู่เหย้า จึงมิใช่ด้วยเหตุผลว่า เพราะขี้เกียจตอบคำถามเพื่อนๆถึงความคืบหน้าในชีวิตอย่างเดียว แต่เพราะเขาทนไม่ได้ที่ต้องเผชิญสายตาอันแสดงความแปลกประหลาดใจ พิศวงสงสัย และอาจเลยไปถึงขั้นเวทนาแกมดูถูกเหยียดหยาม ว่าทำไมดาวดวงเด่นของรุ่นเมื่อ 20 ปีก่อนจึงมีอนาคตที่ลงเอยแบบ ‘บ้านๆ’ เช่นนี้
ที่น้องมอดใช้คำว่า ‘บ้านๆ’ ก็เพราะมองว่า ชีวิตในปัจจุบันของแคลวินก็มิได้ตกต่ำย่ำแย่มากมายอะไร เพราะเขาก็ยังมีงานทำ มีรถขับ มีบ้านอยู่ มีภรรยาซึ่งยังเปนคนเดิมที่เคยคบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ทำให้พอจะพูดได้ว่าแคลวิน ‘มี’ มากกว่าอีกหลายคนด้วยซ้ำ การที่เขารู้สึกอึดอัดทรมานใจไม่เว้นวาย จึงเปนเพราะเขามัวแต่มองว่าชีวิตตนเองมีแต่ ‘ขาด’ แทบว่าจะไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างนั่นเอง
คนเราถ้ามัวแต่มองว่าตนเอง ‘ขาด’ ก็ย่อมจะหาความสุขกับสิ่งที่ตน ‘มี’ พร้อมอยู่แล้วได้ยาก!
อีกอย่าง อาจเปนเพราะว่าแคลวินไม่ได้ตั้ง ‘เป้าหมาย’ กับชีวิตตนเองอย่างชัดเจน ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร? จะเปนอะไร? หรือเขาอาจจะเคยตั้งเป้าไว้ แต่กลับไม่ได้ลงมือทำให้เกิดเปนรูปธรรม ด้วยเหตุผลนานาอันเปนได้ทั้งข้ออ้างและอุปสรรคจริงๆ (อันนี้เราคงไม่ตัดสินเขานะฮะ เพราะหนังก็ไม่ได้ให้ข้อมูลมากพอ ^^)
เทียบกับ บ๊อบ สโตน หรือ ร็อบบี้ เวียร์ดิค แล้ว จะเห็นว่าเขามีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนสุดๆ คือการไม่ยอมให้ตนตกเปนเหยื่อความรุนแรงจากการถูกข่มเหงรังแกอีกต่อไป ทว่าการคิดอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำย่อมไร้ผล สิ่งที่ทำให้บ๊อบดูเจ๋ง-ดูคูล-ดูน่าทึ่งมากๆ คือการที่เขาลงมือทำตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการออกกำลังวันละ 6 ชม. ทุกวัน! ทำให้มีร่างกายล่ำบึ้กมหึมาอย่างที่ใครก็ไม่กล้าตอแย แค่เห็นก็หัวหดแล้ว
แต่ที่ทำให้บ๊อบดู ‘เท่’ ยิ่งขึ้นไปอีก คือการที่เขาขยายขอบเขตแห่งเป้าหมายของตนเอง จากแค่ช่วยเหลือตัวเองจากการตกเปนเหยื่อ ไปสู่การเลือกทำงานที่เปิดโอกาสให้เขาได้ช่วยเหลือสังคมและประชาชนผู้บริสุทธิ์
การที่บ๊อบเกิดแรงฮึด ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงตนเองจากหน้ามือเปนหลังมือ เปนเพราะเขาเคยโดนผู้อื่นกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงจนได้รับความอับอาย ทำให้เขาไม่ต้องการตกอยู่ในสภาพนั้นอีก ด้วยมันมิใช่เรื่องน่าสนุกนักกับการตกเปนฝ่ายถูกล้อเลียน หัวเราะเยาะราวกับเปนตัวตลก
ทว่าสิ่งที่ทำให้บ๊อบไม่เลือกที่จะผลักดันตนเองไปสู่ด้านมืด กลายเปนคนโกรธแค้นโลก ต่อต้านสังคมเหมือนคนอ่อนแออีกมากมายในโลกนี้ ก็เพราะในท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังห่มคลุมชีวิต บ๊อบได้สัมผัสถึงแสงสว่างเล็กๆ อันทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความหวัง ยังมีคนดีๆที่มิได้มองเห็นความเลวร้ายซึ่งเกิดแก่ผู้อื่นเปนเรื่องน่าขัน และยินดียื่นมือเข้าช่วยด้วยความเต็มใจ มิใช่เพื่อสร้างภาพ ดังเช่นที่แคลวินช่วยบ๊อบในโรงยิมเมื่อ 20 ปีก่อน
แต่กลับทำให้บ๊อบจดจำฝังใจไม่มีวันลืมเลือน!
ทั้งนี้ แคลวินจะรู้ตัวก็หาไม่ ว่าการที่เขาช่วยบ๊อบในวันนั้น จะมีส่วนผลักดันให้บ๊อบกลายเปนซีไอเอในปัจจุบัน เพราะแคลวินเองก็มิได้รู้จักมักคุ้นกับอีกฝ่าย มากไปกว่ารู้แค่ว่าเปนเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกัน และเขาก็ทำลงไปตามสำนึกแห่งความเปนคนที่มีอยู่ในตัวเองก็เท่านั้น พูดง่ายๆคือไม่ได้นึกว่ามันจะเปนบุญเปนคุณอะไรใหญ่โตด้วยซ้ำ
ทว่าสำหรับบ๊อบ เหตุการณ์นั้นถือเปนเรื่องยิ่งใหญ่ถึงขั้นพลิกชีวิตเขาได้เลยทีเดียว
เพราะงั้น ถ้ามีโอกาสช่วยเหลืออะไรใคร อย่ารีรอหรือปล่อยให้ผ่านเลยไป เพราะเราไม่มีทางรู้หรอก ว่าคนๆนั้นเคยผ่านอะไรมา รวมถึงกำลังต่อสู้อยู่กับอะไร และอาจมีเราเพียงคนเดียวที่พอจะช่วยเขาได้… :’-P

No comments:
Post a Comment