Friday, June 10, 2016

NOW YOU SEE ME 2 (2016)


NOW YOU SEE ME 2
(Jon M. Chu, 2016)

หนังก็พอดูได้อะฮะ ไม่ถึงกับสนุกมากมายอะไรนัก พูดให้ฟังดูดี คือเปนหนังที่ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ มีความสนุกพอประมาณ ฉากมายากลอันเปนจุดขายของหนังมาตั้งแต่ภาคแรก ก็ยังคงทำออกมาได้ตื่นตา ดูน่าตื่นเต้นดี มีลุ้น แม้จะรู้สึกว่ามันออกจะขี้โม้สะบั้นหั่นแหลกเอามากๆ ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้จริง


แต่ถ้าพูดแบบให้ฟังดูแย่ คือภาคนี้ดูแล้วรู้สึกปวดกบาลกว่าภาคแรกนะฮะ คงเพราะว่าภาคนี้มีตัวละครบ้าๆบอๆ ออกมาทำอะไรประสาทแดกให้ดูเยอะ (ไม่ได้หมายถึงว่ามีตัวละครแบบนี้เยอะ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่ยาวนาน ทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานทุกครั้งที่เห็นไอ้/อีพวกนี้โผล่ออกมา อดคิดไม่ได้ว่านี่เราทำอะไรผิด ถึงถูกลงโทษให้ต้องมาดูอะไรแบบนี้ T__T) เลยพลอยรู้สึกว่ามันเปนหนังบ้าๆบอๆไปด้วย 

อย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าภาคนี้ทำออกมาได้ ‘ดีไม่เท่า’ ภาคแรก น่าจะเปนเพราะดูแล้วรู้สึกว่า ‘ความว้าว’ มันหายไป เพราะเรารู้แล้วว่าหนังมันอะไรยังไง ทีมจตุรอาชาเกิดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ใด และใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง คอยบงการให้พวกเขาปฏิบัติการตามแผนปล้นโลกโน่นนี่นั่น ทำให้หนังไม่ค่อยมีความน่าฉงนสนเท่ห์เปนเบ็ดเกี่ยวให้รู้สึกอยากติดตามสักเท่าไหร่ พูดตรงๆคือที่นั่งดูไปได้เรื่อยๆ โดยไม่เผลอหลับไปเสียก่อน ก็เพราะอยากดูฉากมายากลว่าภาคนี้...คุณจะเอาอะไรมาหลอกดาว! ซึ่งก็หลอกได้ผลอยู่นะ เพราะสงสัยมาตั้งแต่ดูหนังตัวอย่างแล้ว ว่ามันโดดลงจากตึกในอเมริกาแล้วไปโผล่ที่เมืองจีนได้ไง #ใครอยากรู้ต้องไปดูเฉลยในหนังนะฮะ ^^

จำได้ว่าภาคแรก เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ค่อนข้างได้บทเด่นกว่าทุกคน แทบว่าจะเปนจุดศูนย์กลางของเรื่องเลยทีเดียว แต่พอมาภาคสองเหมือนโดนลดเกรดให้กลายเปนตัวประกอบซะงั้น คนที่ก้าวขึ้นมาเปนตัวเด่นในภาคนี้คือ มาร์ค รัฟฟาโล่ ซึ่งแลดูเปนตัวประกอบในภาคที่แล้ว มีเฉพาะตอนจบที่ทำให้รู้ว่าเปนตัวละครสำคัญ พอมาภาคนี้เลยถูกยกขึ้นมาเปนตัวนำ มีการเล่าประวัติความเปนมาและแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการวางแผนจับกุมตัว เธดีอุส แบรดลีย์ (มอร์แกน ฟรีแมน) อดีตนักมายากลจอมแฉ ให้เข้าไปนอนเล่นในคุกตั้งแต่ภาคที่แล้ว ประเด็นหลักของภาคนี้จึงกลายเปนการขับเคี่ยวกันระหว่างสองหนุ่มต่างวัยที่มีความแค้นลึกล้ำฝังใจกันมาตั้งแต่อดีต ซึ่งจะต้องมีการชำระสะสางให้สิ้นซาก ประมาณว่า “สามสิบปีค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย” อะไรทำนองนั้น #หยั่งกะหนังจีนชุดสมัยก่อนเลยแฮะ ^_^ 

หนังมีดาราเยอะก็จริงนะฮะ แต่เหมือนไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่ อย่างเจสซี่ ไอเซนเบิร์กก็แทบไม่ได้เล่นอะไรที่เปนการโชว์ความสามารถเลย ไม่รู้ว่าเพราะขี้เกียจแย่งซีนกับ ลิซซี่ แคปแลน สมาชิกหญิงเพียงหนึ่งเดียวของทีมที่เข้ามาแทน ไอล่า ฟิสเชอร์ (T__T) แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความฉิบหายทางอารมณ์ ไม่ใช่เพราะนางสวยน้อยกว่า แต่เพราะนางทำตัวน่ารำคาญสุดๆ คือพูดพล่ามตลอดเวลาได้ไม่รู้จบเหมือนโดนผีเจาะปาก (ระดับความน่ารำคาญใกล้เคียงกับนางเอกใน Me Before You และ ‘สี่นินจาเต่า’) อีกคนที่พยายามจะมองให้เปน ‘ข้อดี’ ในแง่ได้โชว์ฝีมือการแสดง คือ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ที่ได้เล่นเปนฝาแฝดซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้จะแลเห็นว่าเขาก็ตั้งใจแสดงเต็มที่ แต่ก็นะ! คือมันเปนตัวละครที่ดูทุเรศอะ เหมือนพยายามตั้งใจให้ออกมาดูตลก แทนที่จะดูแล้วขำ กลับรู้สึกรกหูรกตา พูดตรงๆคือ สองคนนี้เล่นหนังแบบว่า...กลัวจะตกงาน ไม่มีใครจ้างให้ไปเล่นอีกแล้ว เลยต้องพยายามกันเต็มที่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือความน่าสมเพช!

เอาเปนว่าภาคนี้น้องมอดไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ฮะ คือมันแค่พอดูได้แต่ถ้าเทียบความรู้สึกที่มีตอนดูภาคแรก คงต้องพูดว่า “น่าผิดหวัง” … :’-P

No comments: