THE CONJURING 2
(James Wan, 2016)
หนังสนุกมากๆฮะ แล้วก็น่ากลัวสัสด้วย! จากบรรยากาศของหนังที่ทำให้ออกมาสั่นประสาทสุดๆ น่าทึ่งในฝีมือการกำกับของ เจมส์ วาน ที่สมควรจะได้รับการยกย่องให้เปน ‘เจ้าพ่อหนังสยองขวัญ’ อย่างเต็มภาคภูมิ (ใครไม่ยก น้องมอดยกคนเดียวก็ได้ ^^) เพราะทำออกมาได้เจ๋งมากๆ แทบจะทุกเรื่องที่กำกับก็ว่าได้
มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้เขาค่อนข้าง ‘ใจเย็น’ มากๆในการเล่าเรื่อง คือไม่รีบร้อนเดินเรื่องให้คืบหน้าไปเร็วๆแบบหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ แต่ค่อยๆเดินเรื่องไปเรื่อยๆ ใช้เหตุการณ์ประหลาดชวนสะพรึงมาเปนตัวสร้างบรรยากาศสยองขวัญเพื่อดูดดึงความสนใจของคนดูให้จดจ่อติดตามโดยตลอด แถมหยอดอารมณ์ขันเข้ามาอย่างได้จังหวะ บางฉากดูแล้วฮาจริงอะไรจริง อย่างตอนแม่-ลูกโดนผีหลอกพร้อมกันทั้งบ้าน แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันวิ่งหน้าตั้งออกจากบ้านโดยพร้อมเพรียง เพื่อไปขออาศัยเพื่อนบ้านหลบภัย บางฉากก็ชวนให้รู้สึกประทับใจ อย่างตอนเพลง “Can’t Help Falling in Love” แต่ก็มีบางฉากเหมือนกันที่ไม่รู้ว่าจะอารมณ์ไหนดี อย่างตอนเพลง “I Started a Joke” เปนต้น
แต่ฉากที่น้องมอดขอยกให้เปนฉากหลอนสะพรึงที่สุด พูดได้เลยว่าน่ากลัวที่สุดตั้งแต่ดูหนังผีฮอลลีวู้ดมา คือฉากที่ ลอเรน วอร์เรน (เวร่า ฟาร์มิก้า-นี่ก็อีกคนที่ขอยกให้เปน Scream Queen คนล่าสุดแห่งโลกหนังสยองขวัญ เพราะสีหน้าสีตาที่แสดงออกมาในฉากเจอผีนั้น ดูเปนแอ็คติ้งที่ ‘เลอค่าควรเมือง’ สุดๆ #อยากให้ขุ่นแม่เวร่าได้เข้าชิงออสการ์จากบทนี้จัง ^_^) ก้าวเข้าไปในห้องทำงานของสามี แล้วโดนผีแม่ชีหลอกจนหัวทิ่มชนกำแพง เปนฉากที่ทำออกมาได้สุดยอด พูดหยาบๆคือ “แม่งน่ากลัวสัสๆ!” ก็เลยจะขอยกให้เปนฉากสยองขวัญสุดคลาสสิคของหนังสยองขวัญด้วยความเต็มใจ (เช่นเคยฮะ! ใครไม่ยก น้องมอดยกคนเดียวก็ได้ ^o^)
เช่นเดียวกับภาคแรกที่นำเสนอเรื่องราวการผจญปีศาจของ เอ๊ด กับ ลอเรน วอร์เรน สองสามีภรรยานักล่าผีชื่อดังในยุค 70 ที่เข้าไปพัวพันกันเหตุการณ์ประหลาดพิสดารภายในบ้านผีสิงที่มีครอบครัวหนึ่งโดนวิญญาณร้ายคุกคามความสงบสุข ซึ่งรูปการณ์โดยรวมก็มีความแตกต่างจากภาคที่แล้วอยู่นิดหน่อย ตรงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นที่อังกฤษ แถมบ้านที่เกิดเหตุก็อยู่กลางชุมชน ส่วนเป้าหมายที่ถูกวิญญาณมุ่งปองร้ายคือเด็กหญิงวัย 11 ปี (เลยทำให้ภาคนี้ดูมีความเปน The Exorcist มากกว่าภาคที่แล้วซึ่งแลดูเปน The Amityville Horror ซึ่งผีเข้าสิงผู้ใหญ่เพื่อฆ่าเด็ก แต่เรื่องนี้คือผีเข้าสิงเด็กเพื่อล่อผู้ใหญ่ให้มาติดกับ #ช่างเปนผีเจ้าเล่ห์แสนกลเจงๆ หุหุ)
จุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกันของหนังทั้งสองภาค คือครอบครัวที่ถูกผีร้ายรังควานต่างก็เปนครอบครัวที่ต้องกระเสือกกระสบ ปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงชีพ หาเงินเข้าบ้านเพื่อเลี้ยงดูสมาชิกทุกคนให้มีความสุข เลยแอบไม่เข้าใจอยู่หน่อยๆว่าทำไมผีร้ายถึงชอบรังแก คอยหลอกหลอน ก่อความเดือดร้อนให้คนจนมากกว่าคนรวยซะก็ไม่รู้ มีความรู้สึกว่าถ้าเปนคนรวยโดนผีรังควานก็มักเปนพวกซาตานต้องการครองโลกแบบ The Omen อะไรไปโน่น แต่ถ้าแค่เพราะต้องการเอาชีวิตก็เลยต้องให้เปนคนจน เพราะมันก็แลดูดราม่า ชวนให้คนดูอยากเอาใจช่วยมากกว่า...ใช่ปะ
อย่างเรื่องนี้ เห็นสภาพครอบครัวที่โดนผีรุกรานข่มเหงแล้ว รู้สึกเห็นใจ เพราะเปนคุณแม่ (ฟรานเซส โอ’คอนเนอร์) ที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกๆตามลำพังถึง 4 คน เพราะสามีทอดทิ้งไปมีภรรยาใหม่ แถมยังเบี้ยงค่าเลี้ยงดูอีกต่างหาก แล้วไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าโน่นนี่จิปาถะ รุมเร้าเข้ามาหาเธอคนเดียว ถือเปนภาระที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาเจอเรื่องที่ลูกสาวถูกผี(คนแก่)เข้าสิงอีกต่างหาก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดซะไม่มี Y__Y
ก็เลยไม่ค่อยแปลกใจนัก ที่หนังให้มีตัวละครที่รับบทโดย ฟรานก้า โพเทนเต้ ลุกขึ้นมาคัดค้าน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมเชื่อว่าครอบครัวนี้โดนผีหลอกจริง แม้จะมีตำรวจช่วยยืนยันก็ตาม ซึ่งก็เปนเพราะว่านางเคยโดนหลอกมาก่อน กลายเปนความเชื่อฝังลึกในใจว่า คนเราเวลาจนตรอกขึ้นมาย่อมทำได้ทุกอย่าง! ยิ่งเปนเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ พิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ก็ยิ่งทำมาหากินได้คล่องนัก นางเลยตั้งเป้าไม่เชื่อไว้ก่อนจนกว่าจะหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าผีจริงๆ (แต่ดันกลายเปนว่าได้หลักฐานที่มายืนยัน ‘ความไม่เชื่อ’ ของตนแทน! ถถถถถถถถถ)
สรุปละกันว่าเปนหนังที่น้องมอดปลื้มมากในช่วงหลายวีคที่ผ่านมาซึ่งมีแต่หนังบ้าๆบอๆให้ดู (หรือเพราะเราเปนคนบ้าๆบอๆ เลยถูกดึงดูดให้ต้องเข้าไปดูหนังแบบนี้กันแน่ 555+) เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าชอบแอ็คติ้งของขุ่นแม่เวร่าในฉากปะทะคารมกับนางคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีมากๆ คือพอนางคนนั้นตั้งคำถามว่าระหว่างปีศาจที่ทำร้ายมนุษย์ กับที่หลอกลวงผู้อื่นด้วยการเอาภูตผีหลอกวิญญาณหลอนมาหากิน อย่างไหนที่น่ากลัวกว่ากัน! ซึ่งขุ่นแม่ก็หันมาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่สีหน้าดูจริงจังมากว่า “ปีศาจสิคะ” จนอีกฝ่ายเงิบไปเลย!
เปนฉากที่แสดงให้เห็นถึงความสุดขั้วของคนที่มีจุดยืนอยู่คนละฝั่งอย่างชัดแจ้ง บอกให้รู้ชัดว่า คนเรานั้นลงว่าเชื่อมั่นฝังใจในสิ่งใด ยากนักจักเปลี่ยนแปลง… :’-P

No comments:
Post a Comment