SING STREET
(John Carney, 2016)
บอกก่อนเลยฮะ ว่าชอบชื่อไทยของหนังเรื่องนี้จุง “รักใครให้ร้องเพลงรัก” คือมีความรู้สึกว่ามัน ‘เป๊ะ’ กับหนังฝุดๆ เพราะว่าด้วยเรื่องเด็กหนุ่มที่ปิ๊งสาว(อายุมากกว่า) และหาวิธีจีบเธอด้วยการฟอร์มวงดนตรีขึ้นกับเพื่อน แล้วแต่งเพลงขึ้นมาโดยใช้เธอคนนั้นเปนแรงบันดาลใจ
หนังน่ารักมากๆ แบบว่า ‘ฟิลกู๊ด’ แต่ดูแล้วแอบ #ตะเตือนไต T__T ลึกๆด้วยอะนะ เพราะเนื้อเรื่องมีความเศร้าปะปนคละเคล้าอยู่ตลอด สมควรเปนหนังที่ถูกนิยามว่าเปนแนว ‘สุขปนเศร้า’ หรือ happy sad (ดังที่ตัวละครตัวหนึ่งพูด) เพราะว่ามันมีทั้งเศร้าๆสุขๆ ประมาณว่าความทุกข์เมื่อผ่านเข้ามา ไม่ช้าไม่นานก็จะผ่านไป ปล่อยให้ความสุข-ความหวัง-กำลังใจเวียนเข้ามาแทน จากนั้นเมื่อความสุขผ่านเราไปอีก ความทุกข์ก็จะมาเยี่ยมเยือนอีกครา ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกฤดู...อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อ้าว! ดันเผลอร้องเพลงขึ้นมาซะงั้น #เพลงเก่าเราเคยฟัง ^^
หนังเล่าเรื่องชีวิตหนุ่มน้อยวัยรุ่นชาวไอร์แลนด์ คอสโม (เฟอร์เดีย วอล์ช-พีโล) ผู้กำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤติใหญ่หลวงในชีวิต คือการต้องย้ายโรงเรียนเพื่อช่วยลดภาระรายจ่ายของครอบครัว เพราะพ่อกำลังตกงาน รายได้หลักในบ้านจึงมาจากแม่เพียงคนเดียว ซึ่งย่อมไม่เพียงพอต่อสมาชิกทุกคนในบ้าน อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ก็กำลังระหองระแหงอย่างรุนแรง หนุ่มน้อยจึงยอมเสียสละ ด้วยการไปเรียนในโรงเรียนที่เสียค่าใช้จ่ายถูกกว่า แต่ก็แน่นอนแหละ ว่าสภาพแวดล้อมรวมถึงคุณภาพในด้านต่างๆย่อมต่ำทรามตามลงไปด้วย
แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขา เกิดขึ้นเมื่อเขาได้พบ ราฟิน่า (ลูซี่ บอยน์ตัน) หญิงสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเปนนางแบบ โดยวางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปตามฝันที่อังกฤษ แม้ว่าเธอจะมีอายุมากกว่าเขา แถมยังมีแฟนแล้ว แต่หนุ่มน้อยก็ไม่หวั่น และหาทางจีบเธอทันที โดยทาบทามให้มาเล่นเปนนางเอกมิวสิควิดีโอให้กับวงดนตรีของเขา อันทำให้เขาต้องรีบก่อตั้งวงขึ้นอย่างรีบเร่ง ก่อนจะไม่มีโอกาสอีกต่อไป
เรื่องราวหลักๆก็มีเท่าที่ว่าไปแหละฮะ จะว่าไปก็ออกจะเปนแนวน่ารักๆ แต่สิ่งที่ทำให้หนัง ‘ดีงาม’ อย่างคาดไม่ถึง คือการที่มันนำเสนอแง่มุมอันหนักหน่วงทางอารมณ์ของเด็กวัยรุ่นที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาครอบครัว อันเปนผลกระทบมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้าย โดยจะเห็นได้ว่าตัวละครแทบทุกตัวในหนัง ล้วนเปนเด็กมีปัญหาครอบครัวทั้งสิ้น หนักบ้างเบาบ้าง ซึ่งบางคนก็เลือกที่จะใช้ความรุนแรงเปนเครื่องระบายความคับแค้นเจ็บปวดในใจ แต่บางคนก็เลือกใช้หนทางแห่งการสร้างสรรค์เพื่อแปรความปวดร้าวโกรธเคืองให้กลายเปนพลัง ผลักดันให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
เพราะถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็มีแต่จะการหยุดนิ่งรอให้ถึงคราเหี่ยวแห้งตายซากไปอย่างช้าๆ
เปนหนังที่ชอบมาก ดูแล้วได้อารมณ์สะเทือนใจหลายฉาก หนึ่งในนั้นคือฉากที่ เบรนแดน (แจ๊ค เรย์เนอร์) พี่ชายของคอสโม ระเบิดอารมณ์ใส่ หลังจากเจอน้องชายย้อนถามว่าที่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองนั้น คือได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง เบรนแดนเลยฟิวส์ขาด สาธยายให้คอสโมฟังว่าตนเองเคยผ่านอะไรๆในชีวิตมาแล้วบ้าง โดยเฉพาะความรู้สึกตกต่ำย่ำแย่อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของพ่อแม่ ที่ทำให้เขารับรู้ว่าตนเองเหมือนเกิดมาจากความผิดพลาดไม่ตั้งใจของพ่อแม่เสียมากกว่า กลายเปนเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไปจากที่มันควรจะเปน ก่อนจะสรุปลงท้ายว่า คอสโมเกิดมาโชคดีกว่าตรงที่พอเกิดมาก็มีทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เขากำลังเผชิญจึงถือว่าดีกว่าที่พี่ชายเคยเจอมาหลายเท่า
แต่เบรนแดนจะเกิดความรู้สึกอิจฉาน้องก็หาไม่ ตรงกันข้าม กลับสนับสนุน เห็นดีเห็นงามเมื่อรู้ว่าน้องชายตั้งวงดนตรีขึ้นเพราะต้องการจีบหญิง แถมยังติวเข้มให้อีกต่างหากว่าควรจะแต่งเพลงอย่างไรที่จะให้เข้าถึงใจเธอให้มากที่สุด เห็นได้ชัดว่าแม้เบรนแดนจะแลดูเปนคนล้มเหลวในชีวิต ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เรียนก็ไม่จบ วันๆเอาแต่เมากัญชาอยู่กับบ้านไม่ยอมออกไปพบเจอผู้คน แต่เขาก็พยายามส่งเสริมน้องในทุกๆด้าน ให้ก้าวไปบนเส้นทางที่งดงาม พูดง่ายๆคือน้องควรจะต้องไปได้ดีกว่าพี่นั่นเอง
เอาเปนว่าดูหนังแล้วได้แรงบันดาลใจมากฮะ อย่างหนึ่งคือการบอกกับคนดูว่า ในเมื่อชีวิตเปนของเรา จึงควรที่เราจะต้องก้าวต่อไปบนเส้นทางของชีวิตที่แม้จะมิได้สวยสดงดงาม ห่างไกลจากคำว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่อย่างน้อยเมื่อเราเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง ถึงแม้จะล้มเหลวผิดพลาด ก็ยังดีกว่ามัวแต่กลัวเสียจนไม่กล้าทำอะไรเลย… :’-P

No comments:
Post a Comment