ME BEFORE YOU
(Thea Sharrock, 2016)
สองคือดูแล้วสะพรึงมาก เพราะหุ่นนางในเรื่องนี้ ดูเปนคนละเบอร์กับตอนเล่น Terminator Genisys ชนิดฟ้ากับเหว! คือเรื่องนั้นนางต้องเล่นฉากแอ็คชั่น เลยคงมีการฟิตตัวเพื่อเตรียมความพร้อมร่างกายกันเต็มที่ ใส่ชุดรัดๆยังไงก็ดูทะมัดทะแมง ดูแอ็คทีฟแคล่วคล่องว่องไว แต่เรื่องนี้เปลี่ยนมาใส่ชุดแบบผู้หญิ้งผู้หญิง กลับดูเปน ‘ตุ่มต่อขา’ ไปอย่างไม่น่าเชื่อ คือดูอ้วน-เตี้ยม้อต้อ-สั้นเต่อไปเสียทุกฉาก! เหมือนผู้กำกับอยากได้นางเอกตัวไม่สูงมาก อย่าสูงเกินรถเข็นที่พระเอกนั่งได้เปนดี เวลานางยืนเทียบกับ เจเน็ต แม็คเทียร์ ที่เล่นเปนแม่พระเอก เลยดูเหมือนลูกกรอกกับเสาไฟฟ้า
ยิ่งฉากที่นางขึ้นไปนั่งตักพระเอกน่ะ ดูแล้วได้แต่อุทานในใจว่า “แม่เจ้า!...ล้อรถจะแบนมั้ย แล้วหน้าตักพระเอกจะหักหรือเปล่านี่” ทว่าอะไรก็ไม่สุดติ่งกระดิ่งแมว เท่ากับการได้เห็นนางแล้ว ทุกอากัปกิริยาและเสื้อผ้าหน้าผม ล้วนชวนให้นึกถึง ‘ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ’ ตลอด ยิ่งทำให้อารมณ์โรแมนติกฝ่อฟุบแฟดอย่างช่วยไม่ได้
ทั้งที่เนื้อเรื่องคือ นางเอกตกงานเลยจำใจต้องมารับงานเปนคนดูแลพระเอกซึ่งเปนอัมพาตทั้งตัว (แค่ ‘ดูแล’ เท่านั้นนะ! ไม่ใช่ ‘พยาบาล’ เพราะไม่ได้เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ มีบุรุษพยาบาลคอยทำหน้าที่อยู่แล้ว พูดง่ายๆคือนางถูกจ้างเพื่อมานั่งเปนเพื่อนแก้เหงาให้พระเอก ไม่ต้องทำอะไรนอกจากพล่าม เอ๊ย! ชวนคุยไปวันๆ) จนทำให้เขาพลิกฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นำพาไปสู่ความรักอันงดงามและแสนหวาน... #ขอตัวไปอ้วกแพร็บ
กลายเปนว่าคนที่ดีงามเลอค่าขั้นเทพควรแก่การได้รับคำชมที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือ แซม คลาฟลิน ที่เล่นบทอัมพาตตั้งแต่คอลงไป ซึ่งทำให้เขาออกแอ็คติ้งได้ไม่เยอะ ทำได้เฉพาะสีหน้าและแววตาเท่านั้น และเขาก็โชว์ความสามารถออกมาได้เต็มที่และสุดยอดมาก (อีกอย่างคือเขาเปนคนหล่อมากๆอยู่แล้วด้วย เห็นหน้าแล้ว 'ฟิน...นิค' มากมาย) ชอบฉากที่เขานั่งมองดูคนรักเก่าในงานแต่งงาน เห็นสีหน้าแสดงความรู้สึกของเขาแล้วแทบจะร้องไห้ตาม เพราะแสดงออกถึงความเศร้าๆ สะเทือนใจสุดๆ ทำให้เชื่อว่าหลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้ตาบวมฉึ่งนั้น น่าจะเปนเพราะแอ็คติ้งแบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งกินใจของพระเอกเปนแน่ ยิ่งฉากเปิดตัว เห็นหน้าแว่บแรกแล้วนึกถึง คริสโตเฟอร์ รีฟ เลยอะ ดูแล้วตะลึงมากมาย! (บอกเปนข้อมูลไว้ละกันเผื่อมีคนไม่รู้จัก... คริสโตเฟอร์ รีฟ คือผู้รับบทซูเปอร์แมน ในหนังปี 1978 ซึ่งต่อมาประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้า กลายเปนอัมพาตตั้งแต่คอลงไป และเสียชีวิตในปี 2004)
ส่วน เอมิเลีย คลาร์ค นั้น พูดกันตามจริงก็เล่นดีนะฮะ คือเห็นถึงความตั้งใจเล่นแบบเต็มที่ ประมาณว่าจ้างร้อยเล่นพัน! แต่เหมือนกับว่าอะไรๆ ในหนังมิได้ช่วยเสริมส่งเชิดชูให้เธอดูดีดูเด่นขึ้นมาเลย มีแต่จะดูย่ำแย่แชบ๊วยไปซะทุกฉากที่ปรากฎตัว ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่าเพราะผู้กำกับเปน ‘ชะนี’ หรือเปล่า เลยถ่ายให้ผู้หญิงแทบทุกคนดูหน้าตาท่าทางทุเรศไปหมด แต่ผู้ชายกลับดูดีดูน่ากินแทบทุกคน (ทำหนังเอาใจชะ... เอ๊ย! กลุ่มเป้าหมายกันสุดๆ)
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่ค่อยรู้สึกซาบซึ้งประทับใจเกี่ยวกับความรักของพระเอกนางเท่าไหร่ คือแค่เห็นชะตากรรมที่เกิดกับเขาแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนเราต่อให้มีเงินทองมหาศาลเพียงใด ก็ซื้อชีวิตแบบเดิมที่เคยมีกลับคืนมาไม่ได้ ทำได้แต่ใช้เงินช่วยความบันดาลความสะดวกสบาย เพื่อต่อชีวิตอันทุกข์ทรมานให้ยืนยาวออกไปอีกนิดเท่านั้น (พูดกันจริงคือ ถ้าพระเอกไม่รวยขนาดนั้น ก็คงตายไปนานแล้ว ไม่อยู่รอดมาเจอ ‘เจ้าหญิงขายกบ’ ได้หรอก)
อีกตอนที่ชอบมากคือ ตอนที่บุรุษพยาบาลมาพูดกับนางเอก ประมาณว่าคนเราจะช่วยเหลือใครได้ ก็เมื่อคนๆนั้นเต็มใจจะให้เราช่วย ซึ่งทำให้คิดว่ามนุษย์ทุกคนก็ควรมีสิทธิ์เลือกเส้นทางที่คิดว่า ‘ดีที่สุด’ เหมาะสมที่สุดกับชีวิตตนเอง แม้ว่าเส้นทางที่เลือกนั้นจะทำให้คนรอบข้างต้องผิดหวังและเศร้าเสียใจเพียงใดก็ตาม เพราะว่าเจ้าตัวผู้เลือกเองคือผู้ที่จะต้องมีชีวิตอยู่กับสิ่งนั้น จะทุกข์หรือจะสุขก็ต้องยอมรับแต่เพียงผู้เดียว #คนอื่นอย่าเผือก!
เพราะงั้น การจะทำอะไรเพื่อใครในนามของ ‘ความปรารถนาดี’ บางทีก็ต้องคิดให้รอบคอบเหมือนกัน ว่าช่วยเพราะเห็นแก่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเขา หรือเห็นแก่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวเรากันแน่เนาะ (แบบว่าอยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเราจะได้มีความสุข แต่ไม่ได้คิดเลยว่า การที่เขาต้องชีวิตอยู่แบบนั้น มันทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงใด Y__Y)
ส่วนประเด็นที่ดูเหมือนจะเปนธีมหลักของหนังคือ จงใช้ชีวิตให้เต็มที่และคุ้มค่ากับที่ได้เกิดมา! ทำให้นึกถึง แจ๊ค-โรส ใน Titanic ทันที! ซึ่งถ้า inspire กันมาก็คงไม่มีใครว่าอะไร เพราะมันก็ดูเปนอุดมคติที่มนุษย์พึงยึดถือกันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับวิธีการแสวงหาหนทางในการใช้ชีวิตให้เต็มที่ของแต่ละบุคคล ถือเปนเรื่องของใครของมัน! ซึ่งในกรณีของโรส การที่คนดูไม่มีโอกาสได้เห็นเธอกระเสือกกระสนขวนขวายที่จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าตามคำสัญญาที่ให้ไว้แก่แจ๊ค นอกจากเห็นแค่รูปถ่ายบนหัวเตียง กลับทำให้รู้สึก ‘เชื่อ’ ได้มากกว่าการเห็น ลู นางเอกเรื่องนี้ ที่สุดท้ายก็ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าตามที่พระเอกต้องการ ทั้งการได้เรียนต่อ ได้ไปเดินเฉิดฉายอยู่ในฝรั่งเศส ได้เห็นโลกกว้าง ได้เปนอิสระจากพันธนาการของภาระครอบครัวที่ผูกมัดเธอมาตลอดชีวิต ซึ่งทุกอย่างสิ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจาก ‘อำนาจเงิน’ ช่วยบันดาล
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การมีผัวรวย (ที่ป่วยหนักและตายเร็ว) ช่างเปนลาภอันประเสริฐ… :’-P

No comments:
Post a Comment