Thursday, December 25, 2014

สตรีเหล็ก ตบโลกแตก (พ.ศ. ๒๕๕๗)



สตรีเหล็ก ตบโลกแตก
(พจน์ อานนท์, พ.ศ. ๒๕๕๗)

ก็ไม่รู้สินะฮะ แต่ถ้าเทียบกับเรื่องที่แล้ว 'ว้ายเป้งง เก้งกระหึ่มโลก' เรายังรู้สึกว่าเพลินกับหนังได้มากกว่า แบบว่าเรื่องนี้มันออกจะเอะอะมะเทิ่งมากๆ พูดให้ชัดๆคือ เสียงดังหนวกแทบทุกนาที เพราะตัวละครกะเทยทั้งหลายคอยแต่จะกรี๊ดกร๊าดใส่กันตลอดเวลา ไม่เข้าใจว่ามันจะแหกปากใส่กันทำไม พูดแบบคนธรรมดาๆพูดกันไม่ได้หรือไร ถึงต้องมี 'ดราม่า' ใส่กันตลอด

แต่คิดอีกที มันคงเปนธรรมชาติของคนกลุ่มนี้ที่มองจากสายตาของผู้กำกับละมัง (ตรงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าคนสร้างงานมองโลกและสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยสายตา ด้วยความคิด มุมมอง และทัศนคติแบบใด เรื่องพวกนั้นก็ย่อมสะท้อนออกมาในผลงานที่เขาทำนั่นแหละ ^^) แบบว่ามันเปนวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม เจอหน้ากันต้องมีกรีดเสียง ต้องจิกตา จิกกัดด่าทอกันก่อน เพื่อแสดงความเปนพวกเดียวกัน เหมือนคนไทยเจอกันก็ต้องยกมือสวัสดี อะไรเทือกนั้น ซึ่งถ้ามีแค่คนสองคนก็ยังพอทนไหว แต่นี่มันตั้งหกเจ็ดคน เลยออกจากเวียนหัวเวียนหูอยู่สักหน่อย แต่นี่ก็เปนสิ่งที่ปรากฏในหนังกะเทยของพจน์ อานนท์ทุกเรื่องอยู่แล้วนี่เนาะ คือตัวมีตัวละครกะเทยเยอะๆมาแย่งกันพูด ให้ฟังแล้วรู้สึกวุ่นวายเอะอะเอ็ดตะโรอยู่ตลอดเวลา

Sunday, December 14, 2014

คิดต่ออีกนิดกับ 'ไอฟาย...แต๊งกิ้ว เลิฟยู้' (พ.ศ. ๒๕๕๗)



คิดต่ออีกนิดกับ
'ไอฟาย...แต๊งกิ้ว เลิฟยู้' (พ.ศ. ๒๕๕๗)

คือแบบว่าาาาา...คราวก่อนน้องมอดออกจะรีบร้อนเขียน รีบร้อนโพสต์ไปหน่อยอะฮะ ^^ เห็นชาวบ้านเค้ารีวิวกันโครมครามๆ เราจะมัวช้าเชื่องเอื้องหลวงอยู่หาได้ไม่! เลยตัดสินใจเอาความไวเข้าสู้ #ก็นี่มันยุค4Gแย้วน้ออออ เขียนได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะเด๋วมันก็จะผ่านเลยไปเมื่อมีสเตตัสใหม่ๆ Feed เข้ามา... เลยยังไม่ได้พูดในสิ่งที่ตั้งใจจะพูด #นี่ๆเชื่อปะว่าที่พล่ามไปคราวก่อนน่ะมันเปนแค่ช่วงอินโทรเท่านั้นเอง ^o^ พอจะวกเข้าเรื่องที่อยากพูด มันดันเขียนต่อไม่ได้ดื้อๆซะละงต้องกดส่งไปเท่าที่เขียนออก ณ โมเม้นต์นั้น ทั้งที่ในใจยังมีอะไรค้างๆคาๆ เหมือนอาหารไม่ย่อย เลยต้องลุกขึ้นมานั่งคิดนั่งเขียนจนถึงบรรทัดนี้ ซึ่งก็แลดูว่าจะ 'อินโทร' นานจนหาทางวกเข้าเรื่องไม่ได้อีกตามเคย 55555

เอาละฮะ! ได้เกริ่นมาอย่างโยกโย้-โอ้เอ้-โก้เก๋พอสมควร ขอเข้าประเด็นที่อยากพูดถึงหนังเสียที แต่ บอกอีกทีละกัน ว่าชอบหนังมากๆ มิใช่เพราะว่ามันเปนหนังดีงาม แต่เพราะมันเปนหนังตลก! ที่ทำออกมาแล้วตลก!!

Thursday, December 11, 2014

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (พ.ศ. ๒๕๕๗)



ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้
(เมษ ธราธร, พ.ศ. ๒๕๕๗)

สนุกดีฮะ! แบบว่าดูไปหัวเราะไปได้เต็มที่ เพราะว่ามันเปนหนังตลกที่ทำออกมาแล้วตลก!! ซึ่งสำหรับน้องมอดถือว่าโอเคมากๆแล้วนะฮะ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าอะไรมันจะหายนะทางอารมณ์ได้เท่ากับดูหนังตลกที่ไม่ตลก และ/หรือ ตลกฝืด ย่อมไม่มี!!! เพราะงั้น เลิกคำนึงไปได้เลยว่าหนังเรื่องนี้จะมีความดีงาม เลอค่าทางด้านเนื้อหา อันจะช่วยระดับความลึกซึ้งในอารมณ์-สังคม-จิตใจของผู้ชมให้งดงามกว่าที่เปนอยู่ เพราะมันออกจะหาเจอได้ยากเย็นยิ่ง เอาแค่ให้คนทำหนังทำฉากตลกออกมาให้ดูแล้วขำ หัวเราะก๊ากๆไปกับ 'ซิท' แต่ละซิท และ/หรือ มุมตลกแต่ละมุกที่ร้อยเรียงระดมกันเข้ามาเปนห่าฝน โดยที่ไม่ต้องฝืนใจหัวเราะหึๆ ก็นับว่าเปนบุญนักหนาแร้ววววววว....

Tuesday, December 9, 2014

DEAR KITTY : ไปดู BIG HERO 6


คิตตี้ที่รัก

น้องมอดไปดู Big Hero 6 มาแล้วละ สารภาพเลยว่ามีฉากที่ทำให้น้องมอดน้ำตาซึมด้วยแหละ คือฉากที่ ฮิโระ พระเอกของเรื่องเอาแต่นั่งเศร้าหดหู่ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เพราะทำใจยอมรับการสูญเสียพี่ชายไปอย่างไม่คาดฝันไม่ได้ ซึ่งที่จริงมันก็ไม่ได้เปนฉากดราม่าบีบคั้นอารมณ์รุนแรงอะไรนักหนาหรอก แต่น้องมอดดัน 'อิน' เกินกว่าเหตุไปเอง เพราะดันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าน้องมอดต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดไปอย่างไม่ทันตั้งตัว น้องมอดอึ้งและทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ T__T

โดยเฉพาะฉากที่ เบย์แม็กซ์ มายืนถาม ฮิโระ ว่าถ้าให้เลือกระดับ 1-10 ความเจ็บของคุณอยู่ระดับไหนด้วยน่ะ น้องมอดแทบจะปล่อยโฮเลย เพราะนึกถึงฉากตอนท้ายเรื่อง The Fault in Our Stars ที่นางเอกแต่งชุดดำยืนอยู่หน้ากระจก แล้วเล่าว่าที่นางเคยตอบพยาบาล ตอนนอนพะงาบๆอยู่ในโรงพยาบาลว่าระดับ 9 ทั้งที่จริงคือแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ก็เพราะต้องการจะเก็บระดับ 10 ไว้ตอนนี้...ตอนนี้ที่พระเอกจากไปอย่างไม่มีวันกลับนี่แหละ

Friday, December 5, 2014

EXODUS: GODS AND KINGS (2014)



EXODUS: GODS AND KINGS
(Ridley Scott, 2014)

สนุกดีฮะ! ดูเพลินเลยแหละ คือหนังมันยิ่งใหญ่ อารยะนันท์ เอ๊ย! ไปเอ่ยชื่อดาราเก่าทำไม #เด็กยุคนี้ไม่มีใครรู้จักแย้ววววว ^^ งั้นพูดใหม่เปนว่า หนังมันยิ่งใหญ่-อลังการ-โอฬาริกมากมาย คือจำลองฉากพระราชวังและบ้านเมืองอียิปต์ยุคโบราณออกมาได้น่าทึ่งตะลึงลาน เพราะมันสดใสสวยงามและเหมือนภาพที่เคยเห็นไปเสียทุกสิ่งอย่าง นั่งๆดูไปก็ระลึกชาติไปถึงหนังมหากาพย์ หรือหนังเอพิคเก่าๆที่เคยได้ดูไปด้วย ซึ่งก็ได้ดูอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกฮะ และได้ดูจากจอโทรทัศน์ทั้งนั้น

เหตุผลก็เพราะว่าน้องมอดดันเกิดช้าไป เลยโตไม่ทันได้ดูหนัง 'ลิเกฝรั่ง' อย่าง Cleopatra หรือ Ben-Hur ในโรง ซึ่งเคยอ่านเจอว่าฉายด้วยระบบซีเนราม่า-ซีนีม่าสโคป-ท็อดด์ เอโอ-70 มม. บลาๆ กันเลยแหละ พูดง่ายๆคือมันโหญ่โตตระการตาฝุดๆ (เพิ่งได้อ่านว่า อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน เขียนลงในนิตยสาร #Flickz ฉบับปฐมฤกษ์ ว่าการดูหนังในโรง ยุคที่ยังไม่มีวิดีโอ-เลเซอร์ดิสก์-วีซีดี-ดีวีดี-บลูเรย์ และยูทูป มันไม่ใช่แต่การดูหนังธรรมดา แต่มันคือ "ประสบการณ์ชีวิต" #ซึ่งก็เปนเช่นนั้นจริงๆฮะ ^_^) จนเลิกหวังไปนานแล้วว่าตนเองจะมีโอกาสได้ดูหนังเอพิคยิ่งใหญ่แบบที่ว่ามา เนื่องจากโรงหนังทุกวันนี้มีแต่จะเล็กลงๆ ส่วนโรงใหญ่ๆก็ปล่อยให้พวกขายตรงมาเช่าทำกิจกรรมโน่นนี่มิได้ขาด :p

Wednesday, December 3, 2014

สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก (พ.ศ. ๒๕๕๗)





สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก
(พุฒิพงษ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, 
พ.ศ. ๒๕๕๗)

หนังสนุกพอใช้ได้ แต่เฉพาะช่วงต้นๆเรื่องเท่านั้นนะฮะ คือช่วงที่ให้น้องตุ๊ดสามใบ(ไม่)เถา ออกมาเล่นมุกจิกกันด่าทอกันฉันเพื่อนรักนั่นน่ะ บอกตรงๆเลยว่าชอบมากกกกกก! นั่งฮาตลอด จนนึกอยากให้มีคนเอาเฉพาะน้องสามตุ๊ดนี้ไป spin off เปนหนังอีกเรื่องหนึ่ง จะใช้ชื่อว่า 'จิ๋มเล็กเล็กของตุ๊ดเด็ก' หรืออะไรก็ว่ากันไป เพราะเท่าที่ดูจากในหนัง ก็แลดูว่าแต่ละนางจะมีบุคลิกที่ต่างกันชัดเจน จนน่าจะนำมาขยาย-แตกไลน์กลายเปนหนังอีกเรื่องได้ แต่ขอไว้ก่อนเลยว่าต้องเปนหนังตลกเท่านั้นนะฮะ  #จะรีบไปเข้าแถวรับบัตรรอบสื่อเปนคนแรกเลย 55555555...

อ่อ และขอไว้อีกอย่างด้วยนะ ว่าอย่าได้พยายามใส่ประเด็นความแตกต่างทางเพศ คนเราเกิดมาแตกต่างกัน ใครอยากเปนอะไรก็ปล่อยให้เปน บลาๆ อย่างที่นำเสนอไว้ในหนังเรื่องนี้เลย ถึงจะเข้าใจว่าเปนการพูดรวมๆกันระหว่างเรื่องความเปนตุ๊ด กับการเปนลูกที่ถูกพ่อบังคับ แต่เท่าที่เห็นในหนังมันแลดู 'ยัดเยียด' ไปหน่อย นั่งๆดูไปก็รู้สึกอึดอัดปนรำคาญว่าจะมาพร่ำๆคร่ำครวญอะไรกันนักหนาอะ #ฟังแล้วเพลียหู

Wednesday, November 26, 2014

JESSABELLE (2014)



JESSABELLE
(Kevin Greutert, 2014)

ชอบตรงที่หนังเล่นกับตัวละครที่ตกอยู่ในสภาพไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ เห็นได้ชัดๆคือ ขาเดี้ยง ต้องนั่งบนรถเข็นตลอดเวลา จะวิ่งหนีผีก็ทำได้ยาก เวลาโดนหลอกก็ต้องคลานกระดืบๆหนีอย่างเดียว #ทุลักทุเลฝุดๆ ซึ่งทำให้เราคอยลุ้นเอาใจช่วยเธออย่างเต็มที่ ส่วนที่มองไม่ค่อยเห็น คือการที่หนังสร้างเงื่อนไขบีบคั้นบีฑาให้เธอตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังหลังชนกำแพง เต็มไปด้วยความน่าเห็นอกเห็นใจมากๆ แบบว่าพอเปิดเรื่องมาไม่ทันไร ก็กลายเปนคนสูญสิ้นทุกสิ่งอย่างไปในพริบตา ได้แต่นอนโงนเงนเปนร่างที่ไร้วิญญาณเหมือนหุ่นไล่กา เพราะลูกในท้องกับผัวรักดันมาตายพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุ #ไม่รู้ว่าเปนเพราะผีบันดาลหรือเปล่า ซึ่งพอรักษาตัวเสร็จก็ถังแตก จำเปนต้องระหกระเหิน-ระเหเร่ร่อน-ระทวยระทดซานซม กลับมาอยู่กับพ่อที่บ้านในชนบท และต้องเจอกับเรื่องลึกลับน่าสะพรึงกลัวซึ่งมีชีวิตเธอเปนเดิมพัน :-O

Tuesday, November 25, 2014

1448 LOVE AMONG US รักเรา...ของใคร (พ.ศ. ๒๕๕๗)



1448 LOVE AMONG US รักเรา...ของใคร
(อรุณศักดิ์ อ่องลออ, พ.ศ. ๒๕๕๗)

อย่างหนึ่งที่ชอบ คือการที่หญิงรักหญิงในหนังเรื่องนี้ ดูเปน 'ผู้หญิ้ง..ผู้หญิง' ทั้งคู่ ไม่ใช่ให้คนหนึ่งเปน 'ทอม' อีกคนเปน 'ดี้' แบบเรื่องอื่น ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่ายังหนีไม่พ้นกรอบของความเปน 'รักต่างเพศ' อยู่ดี การที่เรื่องนี้นำเสนอภาพลักษณ์ของตัวละครเอกทั้งสองที่มีความเปนผู้หญิง ทั้งกิริยา ท่าทาง การแสดงออก เลยทำให้รู้สึกว่าถึงความเปน 'รักเพศเดียวกัน' ได้ชัดเจน ทำให้อดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า น่าจะมีหนังของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน แบบที่ตัวละครเปนทอมทั้งคู่ เปนตุ๊ดทั้งคู่ เปนสาวประเภทสองทั้งคู่ ฯลฯ ก็คงจะน่าสนใจดี อยากรู้เหมือนกันว่าความรักแบบที่เรียกกันว่า 'ไม่มีเพศ' นั้นมันจะมีจริงมั้ยในโลกนี้

อีกอย่างที่ชอบ คือหนังค่อนข้างนำเสนอออกมาดูสวยงาม เต็มไปด้วยอารมณ์ฝันๆ ตามแนวทางของหนังรักโรแมนติกส่วนใหญ่ จะว่าไปก็ดูเพลินดี และไม่มีอะไรชวนให้รู้สึกรำคาญจนทนไม่ได้ (ยกเว้นตอนเอาเพลงพญาโศกมาใส่ในหนังนั่นแหละ ที่รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้ากับอารมณ์หนังตอนนั้นเท่าไหร่ ได้ยินบางคนหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ #ข้าพเจ้าเลยพลอยติดเชื้อมาด้วยเพราะนั่งใกล้กัน ^^)

Monday, November 24, 2014

DEAR KITTY : ไปดู THE HUNGER GAMES: MOCKINGJAY PART 1


คิตตี้ที่รัก

ช่วงนี้บ้านเราเหมือนจะกลับมาฝุ่นตลบอีกรอบละ เพราะมีคนนำสัญลักษณ์ชูสามนิ้วในหนังชุดนี้มาใช้ เพื่อแสดงการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ก็เลยมีข่าวให้ได้รับรู้กันเปนรายวัน ว่ามีการควบคุมตัวคนชูสามนิ้วในที่สาธารณะไปพูดคุย 'ปรับทัศนคติ' ที่สถานีตำรวจ น้องมอดเห็นข่าวเหล่านี้แล้วก็ไม่รู้จะว่าไงดีอะ แต่คิดว่ามันก็เปนสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นของแต่ละบุคคล น้องมอดว่าเราทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่ก่อความเดือนร้อนเสียหายให้แก่ผู้อื่น ก็ไม่น่าที่จะปิดกั้นหรือห้ามปรามกัน #แต่ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็คงมีมุมมองอีกแบบหนึ่งอะเนาะ!


แต่จากข่าวที่ได้ยิน มันทำให้น้องมอดอดที่จะรู้สึก 'กลัว' ขึ้นมาไม่ได้ กลัวว่าถ้าเราดันเผลอไปชูสามนิ้วในที่สาธารณะ ทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมือง แบบที่เพจหนึ่งเอามาเขียนการ์ตูนล้อเลียน ก็อาจถูกรวบตัวไปปรับทัศนคติเอาได้ง่ายๆ ^^ อย่างช่วงก่อนหน้านี้ น้องมอดก็ประสาทถึงขนาดเลิกกินแซนด์วิชและเลิกหยิบหนังสือ 1984 ไปอ่านนอกบ้านกันเลยทีเดียว 55555 แบบว่ามันชักจะเสียวๆ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องควรหวาดเสียวด้วยซ้ำ

Thursday, November 20, 2014

สัญญาแห่งคิมหันต์ (พ.ศ. ๒๕๕๗)



สัญญาแห่งคิมหันต์
(ธณัฐกรณ์ บางเภา/ดรัสพงศ์ ตรงประสิทธิ์,
พ.ศ. ๒๕๕๗) 

ไม่รู้จะว่ายังดี! งั้นพูดตรงๆละกัน ว่าหนังค่อนข้างแย่ พูดให้ชัดเจนกว่านั้น คือคุณภาพของหนังอยู่ในระดับต่ำกว่าหนังไทยคุณภาพต่ำตมหลายเรื่องที่ออกมาก่อนหน้าเสียอีก ซึ่งความ 'แย่' และความ 'คุณภาพต่ำ' ก็น่าจะเกิดขึ้นด้วยหลายสาเหตุอะเนาะ เรื่องเงินทุนก็เปนส่วนหนึ่งแหละ ที่ดับฝันคนอยากทำหนังกันมานักต่อนักแล้ว ซึ่งตัวแปรหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไปไม่ถึงจุดที่จะเรียกได้ว่าดี ก็หนีไม่พ้นเรื่องเงินนี่แหละ T^T

แต่นั่นก็ไม่ใช่จะเอามาเปนข้ออ้าง/ข้อแก้ตัวว่าที่หนังออกมาเปนอย่างที่มันเปน ก็เพราะเงินทุนน้อย เพราะโดยส่วนตัว เราไม่ค่อยติดขัดอะไรกับข้อผิดพลาดด้านเทคนิคของหนัง เช่นเสียงพากย์ไม่ตรงกับปาก เห็นคนเคาะประตูแต่เสียงหายทั้งที่เสียงจากปากดังชัดเจนแจ่มแจ๋ว หรือถ่ายภาพออกมามืดตื๊อ จนต้องหันไปถามคนข้างๆว่าทางโรงลดความสว่างของหลอดไฟในเครื่องฉายลงกะทันหันหราาาา 5555+ แต่เราจะรู้สึกติดขัดหงุดหงิดใจกับการที่หนังดู 'ไม่สนุกเลย' มากกว่า #ทนไม่ไหวเลยต้องหยิบคิมหันต์มันฉาบขึ้นมาแทะเล่นแก้ง่วง O_o

Friday, November 14, 2014

OUIJA (2014)



OUIJA
(Stiles White, 2014)

เอาตรงๆเลยนะฮะ! หนังก็งั้นๆ ดูก็ได้ ไม่ดูก็ไม่เปนไร ไม่รู้สึกว่าจะทำให้ตายตาไม่หลับ เพราะมันก็หนังสยองขวัญวัยรุ่นสูตรสำเร็จธรรมด๊าธรรมดานี่แหละ ถ้าดูกันมาประมาณหนึ่ง ก็น่าจะเดาเรื่องต่อได้ไม่ยากว่ามันจะอะไรยังไง อย่างเรื่องนี้ เริ่มที่การเสียชีวิตปริศนาของชะนีนางหนึ่ง ซึ่งสร้างความโศกศัลย์-จาบัลย์-รันทด-หดหู่ให้เพื่อนซี้ ซึ่งเปนชะนีนางเอกอย่างสุดจะทนทาน เพราะนางเปนคนสุดท้ายที่เจอเพื่อนตอนยังมีชีวิต ก็เลยเสียใจที่ตนไม่มีโอกาสกล่าวคำอำลาเพื่อนรัก อีกอย่างหนึ่งคือนางโทษตัวเองว่าไม่น่าทิ้งเพื่อนไว้ตามลำพังเบยยยย T___T ทั้งที่ก็เห็นๆอยู่ว่าเพื่อนมีท่าทีแปลกๆเหมือนทะเลาะกับผัวมา อะไรทำนองนั้น

Wednesday, November 12, 2014

เร็วทะลุเร็ว (พ.ศ. ๒๕๕๗)



เร็วทะลุเร็ว
(พันนา ฤทธิไกร, พ.ศ. ๒๕๕๗)

เอาตรงๆละกันนะฮะ!... "ไม่ผิดหวัง" อะ!! ถือเปนหนังแอ็คชั่นไทยที่ดีที่สุดในรอบปีนี้เลย #ปีนี้มีมาแล้วกี่เรื่องหว่า5555 ฉากแอ็คชั่นทำออกมาได้สนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึกชวนให้รู้สึกหวาดเสียวฝุดๆ แถมยังมีการดีไซน์ท่าต่อสู้แบบใหม่ๆให้ดูด้วย คือนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาผสมผสานในฉากเปิดเรื่อง ซึ่งแม้จะแลดูจงใจว่าเปนฉาก 'กูอยากโชว์' มากไปหน่อย เพราะมิได้ช่วยให้เรื่องมีความคืบหน้าใดๆ เปนฉากแอ็คชั่นโชว์เรียกแขก ให้ดูหวือหวา ตื่นตาตื่นใจก่อนเข้าเรื่องเท่านั้น แต่ก็ดูแปลกใหม่ดีฮะ และทำออกมาได้ดีมากๆ ^o^

อีกฉากที่เด่นไม่แพ้กัน คือฉากต่อสู้ในโรงงานช่วงกลางๆเรื่อง #ที่ต้องบอกว่าช่วงไหนก็เพราะมันสู้กันในโรงงานเกือบทั้งเรื่อง ซึ่งเปนฉากแอ็คชั่นที่ 'สยดสยอง' ที่สุดเท่าที่เคยดูหนังบู๊มา ทั้งการเอาค้อนปอนด์ทุบหัว-ทุบแขนขา-ทุบตาตุ่มตาปลา เอาลวดดีดหน้า หรือเตะคู่ต่อสู้จนหน้าทิ่มเข้าไปในพัดลมที่กำลังหมุo โอย...ดูแล้วยกมือปิดตาแทบไม่ทัน หยั่งกะหนังเรื่อง Saw #แล้วไอ้คนข่างๆแมร่งก็ซี้ดซ้าดอยู่ได้ไม่รู้มันเสียวซ่านหรือหวาดเสียวกันแน่ T___T

Friday, November 7, 2014

THE HUNDRED-FOOT JOURNEY (2014)



THE HUNDRED-FOOT JOURNEY
(Lasse Hallstrom, 2014)

หนังสนุกฮะ แม้ว่ามันออกจะยืดยาดไปหน่อย แต่ก็ดูได้พอเพลินๆ เรื่อยๆ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหนังไทยไปออสการ์ปีนี้คือ "คิดถึงวิทยา" มิใช่เพราะมีเนื้อเรื่องเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่รู้สึกว่ามันออกจะเปนหนังอารมณ์เดียวกัน คือดูแล้วเห็นแต่อะไรๆ มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูไปเสียทุกสิ่งอย่าง เต็มไปด้วยความงดงามชวนฝัน น่าตื่นตะลึงงันเปนที่สุด! พูดให้ชัดเจน แต่อาจฟังดูแรง คือมันเปน 'หนังโลกสวย'

เพราะโลกทั้งใบในหนังล้วนแล้วไปด้วยความสวยงาม ไม่แค่เฉพาะฉากหลังอันเปนหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของฝรั่งเศสเท่านั้นหรอก แต่พฤติกรรมนานาแลปัญหาอุปสรรคที่ตัวละครต้องเผชิญ ก็นำเสนอออกมาได้อย่างไร้เดียงสาน่าเอ็นดู๊น่าเอ็นดู! คือไม่มีอะไรที่ร้ายกาจเกินทน หรือถึงมีก็สามารถแก้ให้ตกไปได้อย่างง่ายดาย เช่น เชฟหนุ่มบุคลิกเด็กแว๊นที่ถูกจับได้ว่าเปนต้นเหตุลอบวางเพลิงร้านอาหารคู่แข่ง ก็โดนลงโทษแค่ไล่ออกเท่านั้น แล้วก็หายหัวไปจากหนังอย่างง่ายดาย! #ถ้าเปนบ้านเราคงต้องมีฉากหมอนี่ย่องเข้ามาทุบหัวยายแก่เจ้าของร้านให้หายแค้นเปนแน่ #คิดแบบนี้เพราะเพิ่งอ่านข่าวเจ้าของร้านอาหารโดนลูกจ้างเก่าย่องมาฆ่าล้างแค้นหรือเปล่าหว่า T__T

DEAR KITTY : ไปดูหนัง WHIPLASH


คิตตี้ที่รัก

วันก่อน น้องมอดไปดูหนังเรื่อง WHIPLASH มาละ หนังสนุกดีนะ แต่น้องมอดบอกไม่ถูกว่าตกลง 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ' หนังกันแน่ คือดูแล้วมันรู้สึกเฉยๆ แต่ยอมรับว่ามันเปนหนังที่ 'ดีมาก' มีเครดิตดีงามมาจากเทศกาลหนังระดับโลกหลายแห่งเสียด้วย ตอนดูตัวอย่างหนัง ก็เข้าใจว่ามันเปนหนังว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน อย่างที่เคยดูมาจนเกร่อ เลยแอบสงสัยในใจนิดหน่อยว่าถ้ามันออกแนวซ้ำซากขนาดนั้น นักวิจารณ์ต่างประเทศจะแห่กันชื่นชม (จนค่ายหนังต้องรีบนำคำวิจารณ์มาใช้ในการโปรโมท) เชียวหรือ...

พอไปดูด้วยตัวเอง เลยเข้าใจว่าเปนเพราะหนังมันดีจริงๆนั่นแหละ แม้พล็อตเรื่องโดยรวมจะเปนแนว 'ตามล่าหาฝัน' กับ 'ครูผู้เปนแรงบันดาลใจ' แต่เอาเข้าจริง เนื้อเรื่องกลับไม่ได้ดำเนินรอยตามแนวเรื่องที่เราๆคุ้นเคยเลย คือแทนที่หนังจะพาเราไปพบกับความงดงามของการมีจิตใจมุ่งมั่น ทำตามความฝัน แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามขวางหน้า แต่สุดท้ายก็ย่อมจะได้รับความสำเร็จเปนบำเหน็จรางวัล อะไรทำนองนั้น ก็กลับพาคนดูดิ่งลึกลงสู่สภาวะจิตใจของตัวละคร ซึ่งถูกครอบงำด้วยแรงปรารถนา ความทะยานอยากจะได้เปนศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีให้ได้

INTERSTELLAR (2014)



INTERSTELLAR
(Christopher Nolan, 2014)

ไม่แน่ใจเหมือนกันนะฮะ ว่ามันเกี่ยวกับขนาดของภาพหรือเปล่า แบบว่าไม่ได้ดูโรง IMAX อะ มันเลยทำให้ความอลังฯ-ตื่นตาตื่นตะลึงของงานภาพ อันเปนจุดขายหลักของหนัง ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้อดสงสัยต่ออีกหน่อยไม่ได้ ว่าถ้าได้ดูจากจอยักษ์ จะชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นหรือเปล่า เพราะเท่าที่รู้สึก ณ บัดนาว คือ เฉยๆ! ก็ดีอะ! ดูได้เรื่อยๆ! แต่ถ้าถามว่า แล้วอยากดูซ้ำอีกมั้ย ตอบได้เลยว่าไม่อะ #เว้นแต่จะได้ดูฟรีในโรงIMAX55555555

Sunday, November 2, 2014

THE EYES DIARY คนเห็นผี (พ.ศ. ๒๕๕๗)


THE EYES DIARY คนเห็นผี
(ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, พ.ศ. ๒๕๕๗)

หนังสนุกดี ดูแล้วค่อนข้างชอบ แต่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเปนก่อนหน้านี้สักหลายๆ เดือน เราอาจจะอินกับบางประเด็นในหนังมากกว่านี้ แต่ล่วงมาตอนนี้ มันเหมือนจะหาคำตอบบางอย่างให้ตัวเองได้แล้ว เลยไม่รู้สึกอินมากเท่าไหร่ ^_^

มีความรู้สึกว่าชื่อไทยของหนังน่าจะเปลี่ยนเปน 'คน(อยาก)เห็นผี' จะเข้ากับพล็อตมากกว่า เพราะเปนเรื่องของชายหนุ่มผู้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเห็นวิญญาณแฟนสาวที่ตายไปแล้ว ด้วยการเก็บข้าวของของคนตายมาไว้ที่บ้าน ด้วยความเชื่อว่าถ้าผีมีจริง และมีความหวงข้าวหวงของจริงอย่างที่เชื่อๆ กัน ก็คงจะวนเวียนกลับมาเพื่อทวงของของตนกลับคืนไปเปนแน่ ถึงตอนนั้นเขาก็คงจะได้เห็นผี อันจะนำไปสู่โอกาสให้เขาได้เห็นวิญญาณแฟนสาวอย่างแน่นอน #ตรรกะแบบว่าไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่เนาะฮะ แต่ชายหนุ่มกลับหารู้ไม่ว่า วิญญาณแฟนสาวก็เวียนวนอยู่ในบ้านที่เขาและเธอใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ แต่เขาไม่อาจมองเห็น จึงกลายเปนว่าข้าวของของคนตายที่เขานำมาเก็บไว้ หวังจะใช้เปนสื่อให้ตนได้เห็นผี กลับเปนวิญญาณแฟนสาวนั่นเองที่เห็นผีมาตามทวงของแทน 

Tuesday, October 28, 2014

รัก ลวง หลอน THE COUPLE (พ.ศ. ๒๕๕๗)



รัก ลวง หลอน THE COUPLE
(พ.ศ. ๒๕๕๗)

ได้ยินแว่วๆ เหมือนมีพรายกระซิบก่อนเข้าไปดู ว่าเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นระหว่างผู้กำกับฯ กับโปรดิวเซอร์ ทำให้ผู้กำกับฯ ต้องถอนตัวกลางคัน เครดิตชื่อผู้กำกับฯ จึงลงไว้แค่ว่า "ทาเล้นท์ วัน ทีม" ซึ่งเปนใครก็ไม่รู้ จับมือใครดมไม่ได้ว่างั้นเถอะ! ไม่รู้จริงๆ ว่าใครมาทำหน้าที่กำกับต่อจนหนังสำเร็จเสร็จเปนรูปเปนร่างได้ 

แต่พอดูจนจบ ก็คิดว่าไม่แค่เฉพาะผู้กำกับเท่านั้นหรอก ที่สมควรขอถอนตัวออกจากหนังเรื่องนี้ บรรดาคนเขียนบทอีกสี่ห้าคนซึ่งบางคนมีเครดิตดีงามในวงการหนังดิบดี อาทิ คงเดช จาตุรันต์รัศมี กับ ศิวโรจน์ คงสกุล ก็น่าจะขอถอนชื่อตนเองออกไปด้วย เพราะเรารู้สึกว่าปัญหาอันฉกาจฉกรรจ์ของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่บทภาพยนตร์นั่นแหละ!! T__T

Wednesday, October 22, 2014

O.T. ผี Overtime (พ.ศ. ๒๕๕๗)



O.T. ผี Overtime
(อิสรา นาดี, พ.ศ. ๒๕๕๗)

หนังก็ใช้ได้นะฮะ... มีความรู้สึกว่าผู้กำกับท่านนี้น่าจะค้นพบแนวถนัดในการทำหนังของตนแล้ว หลังจากลองฝึกมือจากหนังสั้นในชุด "ตี 3" มาแล้วสองเรื่อง โดยรวมๆของเรื่องนี้ก็รู้สึกบันเทิงดี เพราะมีทั้งตื่นเต้น-ตลก-น่ากลัว #แอบปวดกบาลอยู่หน่อยๆว่ามันออกจะหลอกกันหลายซับหลายซ้อนเหลือเกิน 

Tuesday, October 21, 2014

JOHN WICK (2014)



JOHN WICK
(David Leitch and Chad Stahelski, 2014)

หนังหนวกหูมากๆฮะ เพราะมันยิงกันหูดับตลอดเรื่อง แต่ที่น่าหนวกหูยิ่งกว่า คือดนตรีประกอบที่ใส่มาในฉากแอ็คชั่น รกรุงรัง ฟังแล้วน่ารำคาญอารมณ์ฝุดๆ สงสัยระบบเสียงมันดีเกิ๊นนนนน! เลยรู้สึกเหมือนแก้วหูเต้นริกๆตลอดเวลา 55555+

Monday, October 20, 2014

WHIPLASH (2014)



WHIPLASH
(Damien Chazelle, 2014)

หนังดูสนุกฮะ! ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเปนหนัง 'ดี' มากๆด้วย ยิ่งสำหรับคนชอบฟังดนตรีแจ๊ซ น่าจะโปรดปรานและสบอารมณ์กับหนังได้ไม่ยาก เพราะดนตรีในหนังเรื่องนี้ ต่อให้ไม่รู้จักมาก่อน แต่ฟังแล้วก็อดรู้สึกคึกคักเพลิดเพลินตามไปด้วยไม่ได้ #ดนตรีคือภาษาสากลยิ่งกว่าภาษาอังกฤษอีกเนาะฮะ ^^ ชอบบทบาทการแสดงของ เจ.เค. ซิมมอนส์ กับ ไมล์ส เทลเลอร์ มากๆ พูดแบบเว่อร์ๆแต่ไม่เกินจริง (อิอิ) คือเล่น 'ดีโลกแตก' ด้วยกันทั้งคู่ ต่างผลัดกันรุก-รับ-ส่งอารมณ์กันตลอดเรื่อง ดูแล้วทึ่ง-อึ้ง-น่าตื่นตะลึงมากมาย แทบพูดได้เลยว่า ความโดดเด่น-งดงาม-อลังการ-พันลึกของหนัง มาจากพลังการแสดงอันสุดติ่งของทั้งสองคนที่งัดอออกมาถาโถมใส่คนดูแบบไม่ยั้ง ทำให้เฝ้าจดจ่อติดตามจนตาไม่กระพริบเลยทีเดียว #แต่ก็ต้องกระพริบจนได้เพราะไม่งั้นตาจะแห้ง55555

Thursday, October 16, 2014

DRACULA UNTOLD (2014)


DRACULA UNTOLD
(Gary Shore, 2014)

หนังก็ OK ฮะ! สนุกแบบพอประมาณ สมน้ำสมเนื้อ ดูได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ ...แต่สารภาพนิดนุงว่ามีแอบหลับช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเกิดจากความไม่พร้อมด้านสภาพร่างกายล้วนๆ ไม่เกี่ยวใดๆกับคุณภาพของหนังเล้ยยยย... #แล้วจะสารภาพให้ชาวบ้านรู้ทำเพื่อ!?! แต่ถึงจะดูแบบหลับๆตื่นๆ #ตื่นเพราะพวกเปรตข้างหลังแม่งเตะเบาะกูตลอด #สาดดดดด ก็ยังพอจะตามเรื่องได้ทันนะฮะ เพราะจะว่าไป เรื่องมันก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เปนพล็อตธรรมด๊าธรรมดา ที่คนดูหนังบ่อยๆน่าจะคุ้นชินกันดี

Wednesday, October 15, 2014

GONE GIRL (2014)



GONE GIRL
(David Fincher, 2014)

หนังสนุกฮะ! ไม่ใช่สนุกธรรมดา แต่คือ 'สนุกฉิบหาย' แม้ว่าตอนปูพื้น-เซ็ตอัพเรื่องราวกับตัวละครในตอนต้นจะดูเนือยๆ หนืดๆ น่าง่วงอยู่บ้าง เพราะก็ออกแนวเดิมๆอย่างที่รู้กันอยู่แล้วจากในตัวอย่างหนัง คือเมียพระเอกหายตัวไปอย่างลึกลับ เขาเลยแจ้งตำรวจให้ช่วยออกตามหา ซึ่งไปๆมาๆ กลายเปนว่ากลับมีหลักฐานบ่งชี้ว่าตัวเขาเองนั่นแหละ คือตัวการที่ทำให้เมียสาวสวยหายตัวไป

Saturday, October 11, 2014

THE BABADOOK (2014)



THE BABADOOK
(Jennifer Kent, 2014)

หนังสนุกมากฮะ! ที่สำคัญคือมัน 'ดีงาม' มากๆด้วยอะ คือเปนหนังแนวเขย่าขวัญเชิงจิตวิทยาที่ทำออกมาได้น่าทึ่งน่าตื่นตะลึง โดยไม่จำเปนต้องมีฉาก 'ตุ้งแช่' คอยขู่เข็ญคำรามให้คนดูตกใจกลัวจนขี้หด นัยว่าผู้กำกับคงรู้ว่าถ้าทำบ่อยๆก็มีแต่จะทำให้คนดูรู้สึกรำคาญจนพานจะเกลียดหนังไปเลย จึงหันไปเล่นกับบรรยากาศความหลอกหลอนสยองประสาทอย่างได้ผล ดูจบแล้วก็ยังรู้สึกเหมือนยังติดตากับบางฉากที่ตามมาคอยรบกวนอารมณ์อยู่ไม่วาย โดยเฉพาะฉากแมลงสาบไต่ยั้วเยี่ยออกจากรังของมัน #กรี๊ดดดดกูเกลียดแมลงสาบ!!! เห็นแล้วรีบยกมือปิดตาเร็วเสียยิ่งกว่าเห็นฉากตัวละครเอามีดสับๆกันจนเลือดท่วมจอซะอีก (เพราะเลือดมันเปนน้ำ แต่แมลงสาบมันเปนตัว มีขาเหนียวๆแหลมๆด้วย แหวะ! เห็นมันวิ่งๆบินๆอยู่ในบ้านแล้วประสาทจะแดกทุกที 5555+)

จะว่าไป เรื่องนี้ก็เหมือนจะเปนภาคกลับด้านของ Annabelle นะฮะ ไม่รู้ว่าเปนเพราะได้ดูในเวลาไล่เลี่ยกันอะป่าว แต่อดคิดไม่ได้ว่าใน Annabelle เราได้เห็นถึงความรักยิ่งใหญ่ของแม่ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกน้อย แม้จะต้องยอมแลกด้วยชีวิตของตนก็ตาม แต่เรื่องนี้ เรากลับได้เห็นแม่อีกแบบหนึ่ง ที่แม้จะแสดงออกว่ารักลูกอย่างสุดหัวใจ แต่ลึกๆในใจจริงแล้ว กลับเกลียดชังเลือดเนื้อเชื้อไขที่เธอเปนผู้ให้กำเนิดอย่างที่สุด เหตุผลก็เนื่องจากการเกิดมาของลูกชาย คือการตายจากไปอย่างกะทันหันของสามี ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะกำลังพาเธอไปคลอดลูกยังโรงพยาบาล

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี จนลูกชายเจริญเติบโตขึ้นมากแล้ว แต่ความทรงจำอันฝังใจและความอาลัยอาวรณ์ต่อสามีผู้ล่วงลับ กลับยังคงตรึงแน่นอยู่ในใจเธอไม่เสื่อมคลาย พูดง่ายๆคือ เธอยังทำใจยอมรับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของสามีไม่ได้! การเลี่ยงไม่พูดถึงเขาเลยแม้สักนิด ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลก ไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำใจยอมรับได้กับความสูญเสียอันใหญ่หลวง ที่จู่โจมเข้ามาในชีวิตโดยไม่เปิดโอกาสใดๆให้ตั้งรับ จึงเปนเสมือน 'เกราะ' ที่เธอสร้างขึ้น ด้วยความเข้าใจว่ามันจะช่วยป้องกันเธอให้อบอุ่นปลอดภัยอยู่ในโลกที่ปราศจากสิ่งเตือนใจใดๆให้รำลึกนึกถึงสามี ด้วยเพราะการมีใครสักคนเอ่ยถึงเขาขึ้นมา ก็สร้างความเจ็บปวดร้าวรานราวกับถูกแล่เนื้อออกเปนชิ้นๆเสียแล้ว T^T

ลืมคิดไปว่ายังมีอีกหนึ่งสิ่งเตือนใจที่ทำให้เธอหวนรำลึกถึงสามีได้ยิ่งกว่าสิ่งใด ก็คือ 'ลูกชาย' เธอนั่นเอง จึงกลายเปนว่าเกราะที่เธอพยายามสร้างขึ้น เอาเข้าจริง มันคือ 'กำแพง' ที่ล้อมรอบกักขังตัวเธอไว้ให้ติดหล่มอยู่ในความหม่นเศร้าทางอารมณ์ โดยที่ไม่ผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยได้ T__T

แทบพูดได้ด้วยซ้ำว่า ใจจริงของเธออาจจะอยากฆ่าลูกชายให้ตายไปเสียด้วยซ้ำ พูดอีกแบบคือ หากสามารถเลือกได้ เธอคงจะเลือกให้สามีมีชีวิตอยู่ต่อไปมากกว่า อย่างน้อยก็ยังช่วยกัน 'ทำลูก' ใหม่ได้ คิดง่ายๆว่าการมีแต่สามีโดยไม่มีลูก ถึงอย่างไรก็น่าสนุกกว่ามีแต่ลูกโดยไม่มีสามีแหละเนาะ ส่วนเรื่องความรักในเชิงโรแมนติกระหว่างแม่-ลูกนั้นยกไว้เถอะ เพราะไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าความรักแบบนั้นมันมีจริง และหลายๆกรณีก็ยิ่งใหญ่แลน่าประทับใจเอามากๆ

แต่จากที่เห็นในหนัง ก็พอมองออกได้ว่าการเปน single mom ของนางเอกนั้น ถือเปนเรื่องหนักหนาสาหัสพอสมควร เพราะการเลี้ยงดูเด็กสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพร้อมทั้งกำลังเงินและกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างหลัง ถือว่าสำคัญสุด! #เงินหมดเรายังหามาเติมได้ #แต่กำลังใจหมดมันไม่รู้จะหาจากไหนมาเติม เหลียวซ้ายแลขวาก็หาไม่เห็น ด้วยว่าคนบางคนนั้นพอล้มแล้วลุกขึ้นเองลำบาก ได้แต่ปล่อยชีวิตให้ลอยเท้งเต้งไปตามยถากรรม #เศร้าจุง ToT

เทียบกับแม่ใน Annabelle แล้ว จะเห็นว่าแม่ในเรื่องนี้มีสถานะแตกต่างห่างไกลกันลิบโลก พูดอย่างสรุปรวมความคือ เธออยู่ในสภาพ 'ปากกัดตีนถีบ' กว่ามาก เพราะไม่มีผัวคอยซัพพอร์ตด้านการเงิน ความหวังความฝันอันเรืองรองที่อาจจะเคยมีร่วมกันตอนเริ่มต้นชีวิตคู่ ก็มีอันต้องล่มสลายไปในพริบตา เมื่อความตายยื่นมืดมาพรากเขาไป ทิ้งไว้เพียงภาระใหญ่หลวงให้เธอต้องดิ้นรนรับมือตามลำพัง

ก็เลยเปนเรื่องเข้าใจได้ ที่เธออาจต้องการฆ่าลูกให้ตายดับ เพื่อจะได้เปนอิสระจากบ่วงที่รัดคออยู่ทุกวันจนแทบหายใจไม่ออก ใช้ชีวิตได้อย่างเสรี ทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา สังเกตจากการที่เธอทั้งสบัดตัวและปัดมือลูกที่เอื้อมมาจับคอเธอในหลายๆฉาก ^^ เพราะว่ากันตามตรง ขนาดเราเองยังรู้สึกเลยว่า อยากยื่นมือเข้าไปบีบคอเด็กเปรตนั่นจริงๆ เพราะว่ามันซนเหลือเกิน แถมแหกปากเก่งอีกต่างหาก [รุ่นน้องนักดูหนังท่านหนึ่งบอกว่า มันเปนการเล่าเรื่องผ่านมุมมอง (POV) ของแม่ที่เกลียดลูก จึงไม่แปลกที่นางจะเห็นลูกเปนตัวน่ารำคาญ สมควรแก่การจับหักคอ!]

แต่การที่เธอจะทำถึงขั้นนั้น ก็ต้องอาศัยความเปนคนใจยักษ์ใจมารอยู่พอสมควร ซึ่งเธอยังไปไม่ถึง เพราะก็เห็นได้ว่าเธอคงมีใจรักและเอ็นดูลูกอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงจะทอดทิ้งไม่ไยดีลูกเสียตั้งแต่เกิดมาแล้ว ไม่ปล่อยให้มันโตขึ้นมาร้องกรี๊ดๆกวนประสาทได้ทุกวันหรอก 

ความรู้สึกในแบบที่เข้าข่าย 'ทั้งรักทั้งเกลียด' นี่กระมัง ผลักดันให้เธอก่อรูปปีศาจร้ายขึ้นมาในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ด้วยว่าอย่างน้อย มันก็เปนการสร้างเหตุผลและความชอบธรรมแก่ตัวเธอเอง ในการจะกำจัดลูกให้พ้นไปจากเส้นทางชีวิตของเธอตลอดกาล... :'-P

Thursday, October 9, 2014

THE ADMIRAL: ROARING CURRENTS (2014)


THE ADMIRAL: ROARING CURRENTS
(Kim Han-min, 2014)

หนังสนุกดีฮะ... แต่ขอบอกก่อนว่าตอนแรก ไม่รู้สึกอยากดูเลย เพราะไม่รู้จัก ไม่รู้ข้อมูลใดๆของหนัง เพิ่งรู้ก่อนหน้าจะเข้าไปดูวันเดียว ว่ามันเปนหนังสงครามยุคโบราณระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น สมัยราชวงศ์โชซอนยอนเดวา อะไรนี่แหละ ^^ เนื่องจากน้องมอดถอนตัวจากความเปน 'ติ่งเกาหลี' เลิกติดตามข่าวสารวงการบันเทิงบ้านมันมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้ใครมาคุยถึงหนัง ถึงซีรีส์ ถึงศิลปินไอดอลหอยสังข์ บลาๆ ก็จะได้รับคำตอบเปนสีหน้าว่างเปล่าจากข้าพเจ้าสถานเดียว!

Wednesday, October 8, 2014

วัยเป้งง นักเลงขาสั้น (พ.ศ. ๒๕๕๗)



วัยเป้งง นักเลงขาสั้น
(พจน์ อานนท์, พ.ศ. ๒๕๕๗)


หนังตลกดีอะ... พูดแบบนี้เด๋วจะเข้าใจกันว่าเปนหนังตลก จริงๆ แล้วมันเปนหนังดราม่า-สะท้อนสังคมนะฮะ แต่มันคงเปนสไตล์ของผู้กำกับละมัง คือเน้นทำออกมาให้ดูสนุกเฮฮาเปนหลัก ส่วนสาระก็แล้วแต่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีก็ยัดใส่เข้ามากันแบบดื้อๆ แบบเดียวกับที่เค้าทำมาให้ดูกันทุกเรื่องนั่นแหละ เรื่องนี้ก็ด้วย ^o^

Friday, October 3, 2014

MONSTER (2003)



MONSTER  ***1/2
เธอชั่วเพราะชาย?


แม้จะชอบอ่านเรื่องจริงเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเอามากๆ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ Crimelibrary ที่ถือเป็นเว็บไซต์ในดวงใจ ซึ่งรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเอาไว้มากมาย แบ่งแยกประเภทและหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับแก๊งสเตอร์, การก่อการร้าย, ฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง ไปจนถึงปริศนาฆาตกรรมที่ยังไม่อาจหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ซึ่งช่วยง่ายแก่การค้นหาข้อมูลเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังมีหมวด Women Who Kill อันว่าด้วยเรื่องของฆาตกรหญิงโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์นี้ และคลิกที่หมวดดังกล่าวก็จะเห็นชื่อ Alieen Wuornos โดดเด่นเป็นสง่าบนหน้าจอแทบทุกที (ล่าสุดนี้ก็เห็นรูปใบหน้าเธอเด่นหราอยู่บนหน้าแรกเลยทีเดียว) ทว่าก็ไม่เคยตั้งใจอ่านคดีฆาตกรรมที่เธอเป็นผู้ลงมืออย่างจริงๆจังๆสักที จนเมื่อได้ทราบข่าวว่าจะมีการนำเรื่องของเธอมาสร้างเป็นหนัง ถึงได้ตกลงใจว่าจะต้องนั่งอ่านอย่างจริงจังเสียหน่อย เผื่อตอนดูหนังจะได้จับผิด เอ๊ย! รู้ว่าคนทำหนังมันบิดเบือนหรือเสริมแต่งให้เรื่องราวมันหวือหวาไปจากเหตุการณ์จริงมากน้อยแค่ไหนไง...

ANNABELLE (2014)


ANNABELLE
(John R. Leonetti, 2014)

หนังสนุกแบบพอใช้ได้ฮะ แต่สงสัยจะคาดหวังมากไป ว่ามันต้องทำออกมาน่าเสียวสันหลังในระดับเดียวกับ The Conjuring ซึ่งเปนหนังต้นกำเนิด ทำให้ดูแล้วไม่ค่อยปลื้มกับมันสักเท่าไหร่ แอบหาวอยู่เปนระยะอีกต่างหาก โดยเฉพาะในบางฉากที่นิ่งๆ ซึ่งเข้าใจว่าเปนการพยายามสร้างบรรยากาศอันชวนหวาดผวา แต่เราดูแล้วกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวตามไปด้วยเท่าไหร่ สงสัยเพราะดันได้ดูในโรงที่ความสว่างของเครื่องฉายไม่แรงพอละมัง ภาพมันเลยออกมาดูมืดๆ มัวๆ บวกเพิ่มจะตัวหนังจริงซึ่งภาพส่วนใหญ่ก็มืดอยู่แล้วเข้าไปอีก

Wednesday, October 1, 2014

ภวังค์รัก (Concrete Clouds, พ.ศ. ๒๕๕๗)


ภวังค์รัก (Concrete Clouds)
(ลี ชาตะเมธีกุล, พ.ศ. ๒๕๕๗)

หนังดีมากฮะ... แต่บอกตรงๆ คือดูแล้วไม่รู้สึกสนุกตามไปด้วยเท่าไหร่ พูดให้ชัดกว่านั้นคือหนังไม่สนุก แต่มันเปนหนังดีอะ คำว่า 'ดี' ในที่นี้หมายถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่มารวมกัน ทั้งการถ่ายภาพ-จัดแสง การตัดต่อ บท และการแสดง โดยเฉพาะการแสดงของ เจนสุดา ปานโต ที่ได้ยินคนชมกันมาก พอได้ดูก็เห็นด้วยว่าสมดังคำร่ำลือจริงๆ เพราะเธอดูเปนธรรมชาติมากๆ ในทุกฉากที่ปรากฏตัว อาจเปนเพราะไม่เคยดูเธอเล่นละครเล่นหนังมาก่อนก็ได้ เลยไม่มีภาพจำติดตาแบบเดียวกับที่มีต่อ อนันดา กับ อภิญญา ^^

NAKED AMBITION (2014)


NAKED AMBITION
(Lee Kung-lok, 2014)

หนังตลกดีนะฮะ... แบบดูได้เรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก (ไม่งั้นจะเครียดเปล่าๆ ว่าหนังห่าอะไรวะ! 5555+) ก็พอจะทำให้หัวเราะได้หลายฉากอยู่เหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเพราะมีคนในโรงหัวเราะเสียงดังหรือเปล่า เลยขำว่ามันขำอะไรนักหนา ^^ แต่รวมๆ ก็เพลินดี แม้เนื้อเรื่องจะเวียนอยู่แต่เรื่องใต้สะดือทั้งเรื่อง อันนี้ก็เข้าใจว่าเพราะมันเปนเรื่องเกี่ยวกับวงการหนังเอวี หรือหนังโป๊ นั่นแหละ จะให้มานั่งพับขา ชงชา ดีดซามิเซ็ง ฯลฯ คนดูคงเซ็งกันพอดีเนาะ

Tuesday, September 23, 2014

A WALK AMONG THE TOMBSTONES (2014)



A WALK AMONG THE TOMBSTONES
(Scott Frank, 2014)

สนุกดีนะฮะ! หนังดูได้เพลินๆ ไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะดูนิ่งๆ เนิบๆ เนือยๆ ไปบ้าง แต่กลับทำให้จดจ่อติดตามเรื่องราวอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย หรืออยากนอนหลับให้สบายในท่ามกลางแอร์เย็นๆ เลยสักนิด ทั้งที่ก็ง่วงหงุบหงับตั้งแต่ก่อนจะเข้าโรงแล้วนะ 555+ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะผู้กำกับเก่ง หรือเพราะตัวเรื่องมันสนุกกันแน่เนาะ

Wednesday, September 17, 2014

THE PURGE: ANARCHY (2014)


THE PURGE: ANARCHY
(James DeMonaco, 2014) 

หนังสนุกดีฮะ!... เทียบกับภาคแรกแล้ว บอกเลยว่าทุ่มทุนสร้างมากกว่า พูดง่ายๆคือดูเปนหนังลงทุนสูง ตามประสาหนังภาคต่อทั่วๆไป ซึ่งมักจะ 'เยอะกว่า...ใหญ่กว่า' ภาคแรกเสมอ เห็นได้ชัดเจนจากฉากระเบิดตูมตาม ใช้ปืนกลยิงถล่มกันเปรี้ยงปร้าง จนหูอื้อไปตามๆกัน อีกอย่างคือในภาคที่แล้ว เหตุการณ์หลักๆเกิดขึ้นภายในบ้านหลังเดียว ไม่มีการเปลี่ยนฉากไปเกิดขึ้นที่อื่นเลย ภาคนี้เลยสมนาคุณคนดูด้วยการย้ายโลฯ กันทั้งเรื่อง แถมยังมีตัวละครเยอะกว่าอีกด้วย ซึ่งช่วยให้เนื้อเรื่องแลดูมีความซับซ้อน (aka. มั่ว) ยิ่งขึ้น ^^

Tuesday, September 16, 2014

THE MAZE RUNNER (2014)


THE MAZE RUNNER
(Wes Ball, 2014)

หนังสนุกดีฮะ... ตื่นเต้นลุ้นระทึกแทบทุกฉาก โดยเฉพาะฉากสัตว์ประหลาด 'กรีฟเวอร์' แปดขาโผล่มาขยุ้มเหยื่อนั้น ดูแล้วแสยงขนหัวมากๆ อดคิดไม่ได้ว่าตกลงนี่เรากำลังดู Spider 3D อยู่อะป่าวหว่า เพราะดูไปๆ มันออกแนวเปนหนังสัตว์ยักษ์ขย้ำคน (Animal Attack) มากไปหน่อยเนาะ คือเอะอะอะไรก็ให้เจ้าแมงมุมกึ่งแมงป่องจักรกลออกมาอาละวาดฆ่าคนตัลหลอดดดด...

Wednesday, September 3, 2014

สมิง พรานล่าพราน (พ.ศ. ๒๕๕๗)



สมิง พรานล่าพราน
(นรินทร์ วิศิษฎ์ศักดิ์, พ.ศ. ๒๕๕๗)

ก็พอใช้ได้นะฮะ ดูได้เพลินๆ แม้จะมีง่วงบ้างอะไรบ้าง แต่คิดว่าคงเพราะร่างกายอ่อนเพลียเอง ไม่เกี่ยวกับหนังเท่าไหร่ร้อกกก... ^^ เพราะก็มีหลายส่วนที่ดูขัดๆเขินๆ ประดักประเดิด ไม่ค่อยเข้าที่ เช่นการแสดงของนักแสดงหลายคนที่ดูแล้วทื่อมากๆ จะกลัวจะโกรธจะอะไรก็ไม่ทำให้เรามีส่วนร่วมได้เลยสักฉาก รวมถึงอารมณ์ขันบางช่วงที่สอดแทรกเข้ามานั้นก็ออกแนว 'ฮากริบ' ไปหน่อย

Tuesday, August 26, 2014

ตุ๊กแกรักแป้งมาก (พ.ศ. ๒๕๕๗)


ตุ๊กแกรักแป้งมาก
(ยุทธเลิศ สิปปภาค, พ.ศ. ๒๕๕๗) 

ชอบอะ!... ตอนแรกก็สงสัยว่ามันหนังอัลลัย? ชื่อเรื่องเชยบรม แถมโปสเตอร์ก็ทำออกมาได้ไม่ชวนให้รู้สึกอยากดูเลย (เหมือนหนังแผ่นทุนต่ำยังไงบอกไม่ถูก!) แต่เพราะโดนลากไปดู ก็เลยไปรู้เอาตอนก่อนจะเข้าโรงนั่นแหละ ว่ามันเป็นหนังรักย้อนยุคกลับไปสัก ๓๐-๔๐ ปีก่อน ตั้งแต่เมื่อครั้งน้องมอดยังเปนเด็กเล็กจ้อยเยาว์วัยแบเบาะโน่นเลย...อิอิ :p ได้ยินเพลงเก่ายุค 80 ที่ถูกนำมาใส่ประกอบหนัง ซึ่งเปิดอยู่หน้าโรงหนังแล้ว ทำเอาน้ำตาซึม ToT แบบว่าคิดถึงอดีตตอนที่เพลงพวกนี้กำลังดัง เรากำลังทำอะไรอยู่หว่า (พร้อมกันนั้นก็ให้อดคิดไม่ได้ว่า เรานี่ช่างแก่แล้วจริงๆหนอนี่ T___T)

Saturday, August 9, 2014

INTO THE STORM (2014)

INTO THE STORM (Steven Quale, 2014)
From 'Mother Nature' to 'Monster'

แน่ะ! คราวนี้ตั้งชื่อบทความเสียด้วย กระแดะจริงๆ 5555+... :-P คือชอบหนังมากอะ แลดูตื่นเต้น ระทึกขวัญสั่นประสาท เพราะเปิดเรื่องเหมือนหนังสยองขวัญแนวสัตว์ยักษ์ถล่มเมือง คือเล่นกับความมืด จนอดคิดไม่ได้ว่ากำลังดูหนัง Godzilla อยู่หรือป่าววะ! แถมนั่งๆดูไปก็รู้สึกว่าคนทำหนังโคตรใจร้ายกับธรรมชาติไม่อย เพราะมันแสดงออกชัดเจนว่าเจ้าทอร์นาโดนี่แม่ง monster ชัดๆ คือตัวใหญ่ยักษ์ ทรงพลังมหาศาล เกรี้ยวกราดบ้าคลั่ง ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าอย่างไม่ปรานี

Thursday, July 10, 2014

A MILLION WAYS TO DIE IN THE WEST (2014)


A MILLION WAYS TO DIE IN THE WEST
(Seth MacFarlane, 2014)

ก็ตลกตามชื่อหนังอะ มันบอกว่ามีหนทางตายได้เปนล้านแบบในโลกยุคตะวันตกแดนเถื่อน หนังก็เลยหยิบวิธีการตายหลากหลายแบบมาแสดงให้เราดู โดยทำให้กลายเปนเรื่องตลก ซึ่งก็ยอมรับว่าหลายฉากมันทำออกมาได้ตลกจริงอะไรจริง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ดูแล้วแอบโกรธตัวเองอยู่หน่อยๆ ว่าเสือกหัวเราะออกมาได้ คือฉากคนโดนน้ำแข็งทับหัวแบะ เลือดสาดกระจาย เห็นแล้วก็โอยยยยย...จะบ้า! ยกมือปิดตาไม่ทัน เพราะมัวแต่ยกมือปิดปากหัวเราะคิกๆอยู่นั่นแหละ แบบว่ามันขำอะ ทั้งที่มันโคตรน่าหวาดเสียวและน่าสยองขวัญจะตาย หยั่งกะ Final Destination แน่ะ แต่แม่งขำว่ะ 555+ แต่คนในโรง ‘กริบ’ ไปตามๆกัน เข้าใจว่าเพราะเห็นบ่อยแล้วในโฆษณา แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยดูก็เลยหัวเราะซะเต็มที่ แต่ก็แอบหงุดหงิดตัวเองหน่อยๆดังที่บอกแล้ว ไม่รู้ช่วงนี้จิตใจตัวเองทำด้วยอะไรเนาะ! T__T ส่วนอีกตอนที่ปล่อยก๊ากเลย คือตอนถ่ายรูป ซึ่งน่ากลัวอะ ใครจะนึกว่าการถ่ายรูปสมัยก่อน มันจะเสี่ยงอันตรายถึงตายขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเปนจริงหรือแค่เอามาทำให้ตลกเฉยๆ ^^  แต่ก็ช่วยให้รู้ว่า ทำไมคนสมัยก่อนถ่ายรูปถึงไม่ค่อยยิ้มกันเลย แถมถ้าใครยิ้มตอนถ่ายรูปจะถือว่าเปนคนบ้าด้วยซ้ำ ก็แปลกดีเหมือนกัน (อ่อ อีกอย่างที่ทำให้ฮาฝุด คือซับไตเติ้ล ช่วยให้หนังไว้ได้พอสมควร มี ‘จีนเตี๊ยะ’ ด้วยอะ ชอบเปนการส่วนตัว 555555….)

Tuesday, July 8, 2014

THE FAULT IN OUR STARS (2014)




THE FAULT IN OUR STARS
(Josh Boone, 2014)

อ่านหนังสือ 'ไม่อิน' เท่าดูหนังเลยอะ 1) เพราะหนังสือเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กวัยรุ่นที่คิดอยู่ตลอดเวลา ว่ากำลังจะตายเพราะโรคมะเร็ง เพราะงั้น เรื่องการมองโลกแบบฟิลกู๊ด บลาๆ อะไรนั่น ลืมไปได้เลย! (แต่หนังก็ดูฟิลกู๊ดอยู่นะ) อีกทั้งความคิดและความรู้สึกของตัวละคร ก็เปน 'วัยรุ่น' เอามากๆ พูดง่ายๆคืออ่านแล้วรู้สึกว่าต้องเปนวัยรุ่นเท่านั้นแหละถึงจะคิดอะไรแบบนี้ได้ 2) คนเขียน-จอห์น กรีน มีการอ้างอิงเกี่ยวกับวรรณกรรมเยอะ ยกบทกลอนของนักเขียนดังๆ มาประกอบบทสนทนาและในบทบรรยายหลายครั้ง พูดกันตรงๆคืออ่านๆไปก็รู้สึก 'หมั่นไส้' ว่ามันกำลังโชว์ภูมิ ว่ากูฉลาดนะ กูรู้เรื่องทฤษฏีวรรณกรรมเยอะ ถึงกูจะเขียนเรื่องน้ำเน่า พล็อตเมโลดราม่าขนาดนี้ กูก็มีชั้นเชิงของกูอะ! ซึ่งขอยอมรับว่า "เออ! มึงเก่ง" 3) อันนี้ไม่แน่ใจว่าอาจรู้สึกไปเองคนเดียว คือภาษาในฉบับแปล ออกจะห้วนๆ แข็งกระด้าง อ่านแล้วไม่รู้สึกชอบใจเท่าไหร่ ทั้งที่ในหนังสือก็มีคำพูดเก๋ๆเยอะ หลายอันถูกนำมาใช้ในหนังด้วย ไม่แน่ใจว่าถ้าอ่านภาษาอังกฤษโดยตรง จะซาบซึ้งกว่าหรือไม่ เพราะมีเชิงอรรถในส่วนทฤษฎีวรรณกรรมเยอะ เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากคนแปลค้นคว้ามาเอง แต่ตอนอ่านก็รู้สึกอยากจะแก้ไขสำนวนให้มันเพราะพริ้งสวิงสวายขึ้นมาอีกนิด อะไรทำนองนั้น... ทั้งหมดนี้เลยทำให้ 'ไม่อิน' ไปตามหนังสือเลย

Monday, May 12, 2014

HOT BOY'S REBELLATION (2011)


HOT BOY'S REBELLATION
(Vu Ngoc Dang, 2011)

ก็ดูเพลินๆดีนะฮะ แต่บอกเลยว่าไม่ได้ตั้งใจแสวงหามาดูเอง เผอิญเข้ายูทูปแล้วมันเปนเรื่องแรกของหมวด 'ขอแนะนำ' ก็เลยเปิดดูสักหน่อย กะว่าจะเลื่อนดูเฉพาะฉากเลิฟซีน (อิอิ) แต่ดูไปสักสิบนาที เห็นแมวสองตัวน่ารักดี ^^ เลยดูไปเรื่อยๆจนจบ และค่อยนึกออกว่า มันเคยเข้าฉายบ้านเราไปแล้วในชื่อ Lost in Paradise ไม่นึกเสียดายเล้ยที่ไม่ไปดูในโรง เพราะคิดว่าฟ้าคงลิขิตมาแล้วว่าเราจะต้องได้ดู ช้าหรือเร็วเท่านั้นแหละ แถมไม่ต้องขวนขวายไขว่คว้าให้เปลืองแรงเสียด้วย

Saturday, May 10, 2014

OCULUS ( 2013)


OCULUS
(Mike Flanagan, 2013)

ก็สนุกดีฮะ แต่บอกตรงๆว่าไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ เพราะนึกว่าหนังจะทำบรรยากาศออกมาให้ดูน่ากลัว หลอกหลอนกว่านี้ แต่คิดอีกที การที่ตัวละครโดนพลังอะไรไม่รู้ บังคับให้ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว มันก็แลดูน่าสะพรึงกลัวขนหัวลุกได้เหมือนนะแฮะ เพราะมันทำให้สุ่มเสี่ยงกับการถูกมองว่า 'บ้า' เอาได้ง่ายๆ จากการถูกทำให้กลายเปนประสาทหลอน เช่น ฉากที่ตัวละครเผลอกัดหลอดไฟเพราะนึกว่าเปนลูกแอปเปิ้ล อะไรทำนองนั้น

Monday, April 7, 2014

21 GRAMS (2003)



21 GRAMS  ***1/2
สวรรค์ในอก นรกในวิญญาณ

ในหนังสือ Ju-On ผี...ดุ มีอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการทดลองของแพทย์นายหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของน้ำหนักมนุษย์ที่หายไปในวินาทีที่คนผู้นั้นเสียชีวิต โดยระบุว่าน้ำหนักที่หายไปนั้นจะแปรค่าไปตามความห่วงหาอาวรณ์ที่ผู้ตายยังคงมีต่อโลกมนุษย์ ซึ่งหากน้ำหนักหายไปมาก ก็แสดงว่าผู้ตายยังคงมีห่วงอยู่มาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผู้ตายตายด้วยเหตุอันมิใช่เป็นไปโดยธรรมชาติ น้ำหนักที่หายไปก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งตามตัวอย่างที่ยกมากล่าวในหนังสือนั้น ในกรณีของภรรยาที่ถูกสามีทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ปรากฏว่าเข็มวัดน้ำหนักพุ่งขึ้นสูงถึงเกือบ 200 กรัมเลยทีเดียว

นั่นเป็นครั้งแรกที่คนเขียนได้รู้จักกับความเชื่อที่ว่าวิญญาณของคนเราก็มีน้ำหนักแบบเดียวกับวัตถุสิ่งของที่สามารถจับต้องและนำมาขึ้นตาชั่งวัดปริมาตรเป็นตัวเลขออกมาได้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นอะไรที่ชวนให้รู้สึกอยากเชื่อตามอยู่ไม่น้อย เพราะก็เคยได้ยินมาถึงความเชื่อที่ว่าหากคนเราตายไปโดยที่วิญญาณยังคงมีห่วงผูกพันกับโลกมนุษย์อยู่ วิญญาณก็จะยังคงเวียนวนอยู่บนโลกนี้ ไม่ยอมเดินทางไปผุดไปเกิดยังโลกหน้า ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะน้ำหนักของวิญญาณมีมาก เลยทำให้ลอยไปไหนได้ไม่ไกล (หรือเปล่า?) ทว่าที่แน่ๆเลยคือเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่าเวลาที่คนในครอบครัวถึงแก่กรรม ห้ามเด็ดขาดไม่ให้ญาติๆและลูกหลานร้องไห้ถึงขั้นน้ำตากระเด็นไปโดนร่างของผู้เสียชีวิต เพราะจะทำให้วิญญาณยังเป็นห่วงอยู่จนไม่ยอมไปไหน เท่ากับว่าคนเป็นได้ทำบาปไว้กับคนตายโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว (ฉะนั้น หากใครที่คิดจะทำแบบในละครน้ำเน่า ประเภทเห็นญาติหรือคนที่รักกำลังจะตายก็โผเข้ากอดแล้วร้องไห้โฮๆเกลือกกลิ้งคร่ำครวญไม่เลิกราล่ะก็ ลองคิดใหม่ทำใหม่ดูหน่อยเป็นไร...)

มาถึง 21 Grams ที่น่าจะถือได้ว่าเป็นความเชื่อของฝรั่ง เกี่ยวกับน้ำหนักของมนุษย์ที่ลดลงจากร่างกายในห้วงเวลาที่เสียชีวิตเป็นจำนวน 21 กรัม หรืออาจพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าวิญญาณของมนุษย์นั้นมีน้ำหนักเพียงแค่ 21 กรัมเท่านั้น โดยรวมถึงน้ำหนักวิญญาณของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นๆเข้าไว้ด้วย ซึ่งได้กลายเป็นชื่อหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินอาริตู กับผู้เขียนบท กิลเลอร์โม อาริเอก้า ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก Amores Perros (Love’s a Dog) หนังเม็กซิโกซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำและออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 2001 รวมถึงการเข้าร่วมในงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆและคว้ารางวัลมามากมายจนนับไม่ถ้วน นอกเหนือจากการได้รับคำชมเชยอีกเป็นกระบุงถึงความเยี่ยมยอดของหนัง (ขนาดที่นิตยสารนิวยอร์ค ไทมส์ ยกย่องให้เป็น ‘หนังคลาสสิคเรื่องแรกของทศวรรษใหม่’ เลยทีเดียว) ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของตัวละครสามตัว (แบ่งออกเป็นเรื่องราวสามเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน) ซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบอันหนักหนาสาหัสในทุกๆด้านของชีวิต จากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันอย่างรุนแรงกลางกรุงเม็กซิโก ซิตี้



สำหรับ 21 Grams แม้ว่าพล็อตหลักของหนังจะยังคงนำเสนอถึงเรื่องราวผลกระทบอันเกิดแก่ตัวละครสามตัวที่ต่างก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับต้องมาเผชิญชะตากรรมร่วมกัน จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในครั้งหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการพลิกผันชีวิตของตัวละครทุกตัวให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในพริบตา แต่เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดของเนื้อเรื่องแล้ว ก็ต้องถือว่าเรื่องนี้มีความกลมกลืนและดูเป็นเอกภาพมากขึ้น อย่างน้อยที่สุด เรื่องราวของตัวละครหลักทั้งสามตัวที่มาเกี่ยวข้องกันในคราวนี้ ก็มิได้แบ่งออกเป็นสามเรื่องอย่างเป็นเอกเทศแบบในเรื่องที่แล้ว (ซึ่งอาจพูดได้ง่ายๆว่าเป็นเหมือนหนังสั้นสามเรื่องมาเรียงต่อกัน) ตรงกันข้าม ตัวละครหลักทั้งสามตัวใน 21 Grams กลับต้องมาแสดงบทบาทเด่นของตนร่วมกันในเรื่องเดียว!

เปรียบเทียบง่ายๆคือหากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นใน Amores Perros เป็นดั่งต้นกำเนิดของแม่น้ำที่แยกออกเป็นสามสาย ในทางกลับกัน อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นใน 21 Grams ก็คงเป็นดั่งจุดศูนย์กลางของแม่น้ำสามสายที่ไหลมารวมตัวกันจนกลายเป็นแม่น้ำเพียงสายเดียวนั่นเอง

เมื่อเนื้อเรื่องมีเพียงแค่เรื่องเดียว นั่นอาจจะเป็นเหตุผลให้กลวิธีการนำเสนอ 21 Grams ของผู้กำกับจึงออกมาดูมีลูกเล่นอยู่ไม่น้อย เพราะใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบตัดสลับเหตุการณ์ต่างๆของตัวละครหลักทั้งสามตัวโดยไม่เรียงตามลำดับเวลา ทำให้ช่วงประมาณยี่สิบนาทีแรกของหนัง คนดูเลยออกจะสับสนและงุนงงอยู่มาก กับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ว่าอยู่ๆก็มารู้จักกันและมี ‘อะไร’ กันได้อย่างไร? แล้วทำไมคนๆนี้ถึงกลายสภาพเป็นนายซกมกสุดขีดได้ ทั้งๆที่ในฉากก่อนนี้ก็เพิ่งแต่งตัวดีอยู่แท้ๆ? หรือเห็นว่าตัวละครกำลังนอนแบ็บจะตายมิตายแหล่อยู่บนเตียงคนไข้ แต่ในฉากถัดมาก็แต่งตัวหล่อเดินปร๋อมาจีบสาวเสียแล้ว เป็นอาทิ (ส่วน Amores Perros ก็อาจจะงงๆอยู่แค่ตอนแรกว่า ทำไมถึงตัดภาพรถยนต์ชนกันเข้ามาบ่อยจัง? ทว่าพอถึงช่วงเล่าเรื่องแต่ละเรื่องก็ดำเนินในแบบเรียงตามลำดับเวลาปรกติเหมือนกับหนังทั่วๆไป)

ฉะนั้น เนื้อเรื่องของหนังที่จะเล่าในที่นี้ จึงเป็นการเรียงลำดับใหม่ (ตามความเข้าใจของคนเขียน ซึ่งขอสารภาพตามตรงว่า ก็มีที่ยังไม่ชัวร์เต็มร้อยว่าฉากไหนเกิดก่อนหรือเกิดหลังอีกฉาก เลยทำให้ไม่อาจลงลึกในรายละเอียดได้มากนัก) เพื่อให้คนอ่านสามารถเข้าใจเรื่องได้ง่ายเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีเหตุประการใดอันอาจเป็นเหตุให้อรรถรสในการดูหนัง (สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดู) ต้องเสียไป นั่นถือเป็นเรื่องสุดวิสัยที่มิได้ตั้งใจให้เลยแม้แต่น้อย...จึงต้องขออภัยไว้ก่อนหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นโดยสุจริต



ตามที่จั่วหัวบทความไว้นั่นแหละว่า ‘สวรรค์ในอก นรกในวิญญาณ’ ซึ่งคนเขียนแปลงมาจากสำนวนไทยที่คนบ้านเราก็รู้จักดีอยู่แล้ว (คือสำนวนใดคงไม่จำเป็นต้องบอก) ความหมายอย่างง่ายๆของสำนวนดังกล่าวคือ ‘ทุกข์หรือสุขย่อมอยู่ที่ใจเรา’ ดังนั้น ประเด็นหลักของ 21 Grams จึงพอสรุปคร่าวๆได้ในบรรทัดนี้ว่า คือการเรียนรู้ของตัวละครที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน ซึ่งนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตอย่างกะทันหัน โดยไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจ จนนำไปสู่การปรับตัวที่จะยอมรับและปรับใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยรู้แน่ชัดแล้วว่าย่อมมิอาจเรียกร้องให้ทุกอย่างคืนคงเดิมได้ดังปรารถนา และดำเนินชีวิตในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

ดังกล่าวแล้วว่าอุบัติเหตุรถชนใน 21 Grams เป็นดั่งจุดศูนย์กลางของแม่น้ำสามสายที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียว ซึ่งนั่นอาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใน 21 Grams ที่ทำให้ตัวละครหลักสามตัวต้องมาข้องแวะกันอย่างไม่ตั้งใจ เริ่มจากตัวละครตัวแรก คริสติน่า แพ็ค (นาโอมิ วัตต์ส) หญิงสาวผู้ต้องสูญเสียทั้งสามีสุดที่รักและลูกสาววัยกำลังซนอีกสองคนไปในคราวเดียวกันจากอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนแล้วหนี ตัวละครตัวที่สองคือ พอล ริเวอร์ส (ฌอน เพนน์) อาจารย์หนุ่มผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจากผู้บริจาคนิรนาม ซึ่งเขามาทราบภายหลัง (จากการจ้างนักสืบให้ช่วยติดตาม) ว่าเจ้าของหัวใจที่อยู่ในร่างตนเองเป็นของสามีผู้วายชนม์ของคริสติน่าจากอุบัติเหตุรถชนนั่นเอง สำหรับตัวละครตัวสุดท้ายคือ แจ๊ค จอร์แดน (เบนิซิโอ เดล โทโร่) ชายหนุ่มผู้มีเหตุให้ต้องเข้าๆออกๆคุกมานับไม่ถ้วนครั้งตั้งแต่วัยเยาว์ ผู้ขับรถยนต์พุ่งชนชายหนุ่มวัยกลางกับเด็กหญิงอีกสองคนเข้าอย่างจัง ก่อนจะขับหนีหายไปในความมืด...ทิ้งไว้เพียงร่างของผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังนอนรอความตายมาเยือนอย่างเชื่องช้า ณ กลางถนนอันเป็นจุดเกิดเหตุนั่นเอง

คริสติน่ารับทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับการจากไปอย่างกะทันหันของสามีและลูกสาวทั้งสองด้วยอาการของคนหัวใจแหลกสลายอย่างชัดเจน คนดูได้รับทราบข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับตัวเธอเพียงเล็กน้อย ว่าหญิงสาวเคยเข้ารับการบำบัดการติดสารเสพติดจนสามารถเลิกได้อย่างเด็ดขาดมาแล้ว ซึ่งการใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกับสามีและลูกสาววัยน่ารักอีกสองคน จึงไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นทางเดินเส้นใหม่ของอดีตสาวขี้ยาอย่างเธอเท่านั้น แต่มันคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งชีวิตของคริสติน่าเลยก็ว่าได้ เมื่อต้องสูญสิ้นทุกสิ่งไปอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงยากที่เธอจะทำใจยอมรับโดยง่าย และนั่นก็ทำให้หญิงสาวตัดสินใจหวนกลับไปพึ่งพายาเสพติดอีกครั้ง พร้อมกับความขึ้งเคียดโกรธแค้นแน่นหัวอกถึงบุคคลผู้เป็นต้นเหตุที่ปล่อยให้มัจจุราชมาพรากทุกๆคนที่เธอรักให้จากไปพร้อมกันในชั่วพริบตา



แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคน ‘ขี้คุกขี้ตะราง’ มาก็ตาม หากแจ๊คก็พยายามอย่างยิ่งยวดแล้วที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีในทุกวิถีทาง ทั้งจากการหางานสุจริตทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอันประกอบด้วยภรรยา แมเรี่ยนน์ (เมลิสซ่า ลีโอ) และลูกชาย-หญิงอีกสองคน นอกเหนือจากการยึดถือปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์อย่างเอาเป็นเอาตาย (ซึ่งทำให้เขาดูคาบเกี่ยวกับความเป็นคนคลั่งศาสนาอย่างเลี่ยงไม่ได้) แต่แล้วความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีงามตามแบบคนทั่วไปต้องสูญสิ้น เมื่อร่องรอยแห่งอดีตอันเลวร้ายที่ปรากฏอยู่บนร่างกายของเขาได้ส่งผลกระทบตามติดมาอย่างคาดไม่ถึง และเป็นเหตุให้เขาจำต้องกลายเป็นคนตกงานด้วยความอยุติธรรมของสังคม เท่านั้นยังไม่พอ ในวันที่ชายหนุ่มกำลังขนข้าวของส่วนตัวจากที่ทำงานเพื่อมาร่วมฉลองวันเกิดของตนเองกับครอบครัวและเพื่อนฝูงที่บ้าน รถยนต์ที่เขาขับมาด้วยความเร็วสูงและด้วยความประมาท (ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่าเขาเพิ่งไปดื่มเหล้ามา) ก็พุ่งชนร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสามคนเข้าเต็มแรง...

...อะไรๆมันคงจะเลวร้ายน้อยกว่าที่เกิดขึ้น ถ้าเพียงแจ๊คจะไม่หวาดกลัวความผิดที่ก่อขึ้นด้วยความพลั้งพลาดและไม่ตั้งใจ จนถึงขั้นขาดสำนึกในความเป็นพลเมืองดีที่จะต้องรีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อนเป็นลำดับแรก ทว่าเขากลับขับรถหนีไปไม่ต่างอะไรกับคนไร้หัวใจเมตตา โดยหารู้ไม่ว่าได้ปล่อยให้ผู้ชายและเด็กหญิงสองคน (ที่ถือได้ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง) ต้องนอนรอความตายอย่างทุกข์ทรมาน ณ กลางถนนนั้น ซึ่งกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการนำส่งผู้เคราะห์ร้ายให้ถึงมือหมอ มันก็สายเกินกว่าจะช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้ายแม้เพียงรายเดียวได้แล้ว...

จะว่าไป การตายของ ไมเคิล สามีของคริสติน่าก็น่าจะถือเป็นการ ‘ต่ออายุ’ แก่พอลโดยปริยายนั่นเอง เนื่องจากความทรยศของหัวใจดวงที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด ที่ค่อยๆทวีอาการผิดปรกติออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับเร่งให้ชายหนุ่มยิ่งก้าวเข้าใกล้ความตายขึ้นทุกขณะ พอลจึงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหลังจากที่เข้าคิวรอคอยหัวใจดวงใหม่มานาน ชายหนุ่มก็ได้รับการติดต่อจากผู้บริจาคหัวใจให้มาสวมเข้าแทนดวงเดิมที่อ่อนล้าเต็มที จนกลับมีสุขภาพร่างกายที่ดีเฉกเดียวกับคนทั่วไป ทว่าด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าผู้ใดคือคนบริจาคหัวใจอันดีเยี่ยมดวงนี้มาเพื่อให้เขาได้มีชีวิตต่อไป ทั้งที่ใครต่อใครก็ต่างเตือนแล้วว่ารู้ไปก็เปล่าประโยชน์ หากชายหนุ่มก็ยังดื้อรั้นที่จะรู้ให้ได้ จนเมื่อได้รับทราบแล้ว ก็พบว่ามันเป็นความจริงอันชวนสลดหดหู่และน่าตื่นตระหนกยิ่ง ว่ามิใช่แค่ความตายของคนๆเดียวเท่านั้นหรอกที่มาต่ออายุให้แก่เขา ทว่ามันยังมีความตายของเด็กหญิงอีกสองคน ผนวกรวมกับสภาพอันไม่ต่างจากคน ‘ตายทั้งเป็น’ ของหญิงสาวอีกคนเข้าไปด้วย



หลายคนคงจำหนังที่ออกฉายเมื่อหลายปีก่อนเรื่อง Return to Me กันได้ เรื่องของพระเอกที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักไปในอุบัติเหตุรถคว่ำ (หากจำไม่ผิด) แล้วหัวใจของเธอก็ถูกนำไปผ่าตัดเปลี่ยนให้นางเอก ผู้ล่วงรู้ว่าใครคือผู้บริจาคหัวใจมาเพื่อต่ออายุให้แก่เธอ แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปตามสูตรหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ที่นักดูหนังคงจะคุ้นเคยกันดี ซึ่งพล็อตในส่วนนี้ของ 21 Grams ก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน...เมื่อพอลเข้ามาทำความรู้จักกับคริสติน่า และทำหน้าที่คอยดูแลเธอเท่าที่เขาสามารถจะทำได้ (อาจด้วยจุดประสงค์เพื่อทดแทนบุญคุณที่ครอบครัวเธอมีต่อเขาก็เป็นได้) โดยไม่ยอมเปิดปากบอกความจริงแก่หญิงสาวแม้แต่นิดเดียว จนเมื่อคริสติน่าซึ่งกำลังอยู่ในภาวะว้าเหว่อ่อนไหวกับชีวิตอย่างสุดขีด ได้เปิดเผยความในใจที่เธอมีต่อเขาก่อน นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มจำต้องบอกให้หญิงสาวรับทราบถึงความจริงอันทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้ามาในชีวิตเธอ...ทว่าส่วนที่แตกต่างชนิดลิบลับคือพล็อตเรื่องที่ดำเนินต่อมา คริสติน่าผู้ยังมีความโกรธแค้นเต็มปรี่ต่อคนที่เป็นตัวการให้สามีกับลูกๆของเธอต้องตาย ขณะเดียวกันก็ค่อยๆทำลายตัวเองอย่างช้าๆด้วยยาเสพติด พอลจึงยอมเป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาในแผนสังหารฆาตกรใจโหดที่ปล่อยให้ลูกผัวเธอนอนตายอยู่กลางถนนอย่างเลือดเย็น!

หนุ่มสาวทั้งสองต่างก็หารู้ไม่ว่า ภายในใจของแจ๊คกลับเต็มล้นไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังพยายามทุกวิถีทางที่จะไถ่บาปให้แก่ตนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยการยอมมอบตัวกับตำรวจเพื่อรับโทษทัณฑ์โดยไม่คิดต่อสู้คดี (ทั้งที่ร่องรอยหลักฐานต่างถูกทำลายไปจนสิ้นแล้ว) ซึ่งในการนี้ก็เท่ากับแจ๊คทิ้งลูกเมียไว้ตามลำพัง ยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มยังถึงขั้นกระทำอัตวินิบาตกรรมในเรือนจำเพื่อปลดปล่อยตนเองความความมีชีวิตและความรู้สึกผิดในใจเสียด้วยซ้ำ ใช่เพียงเท่านั้น แม้เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว เขาก็ยังไม่วายที่จะหลบลี้ตนเองจากลูกเมียและผู้คนไปใช้ชีวิตลำพังยังเมืองอันห่างไกล หากก็กลับไม่รอดพ้นการติดตามมา ‘ล้างแค้น’ ของคริสติน่ากับพอลอยู่นั่นเอง

การเผชิญหน้าครั้งสำคัญของตัวละครทั้งสาม จึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยง ซึ่งมันก็ได้นำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของชะตากรรมตัวละครแต่ละตัวอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะกับพอล ผู้ที่ตลอดชีวิตของเขาดูจะไม่เคยจับปืนเพื่อฆ่าใครมาก่อนเลยในชีวิต แต่พอถึงคราวที่ต้องหยิบมันขึ้นมาเพื่อลั่นกระสุนสังหารชายผู้ที่คริสติน่าประณามว่าเป็น ‘ฆาตกรใจโหด’ ฆ่าครอบครัวเธอ ทว่าสำหรับพอล...ใช่หรือไม่ที่แจ๊คก็อยู่ในฐานะผู้ ‘ให้ชีวิต’ ให้แก่เขาด้วยเช่นกัน?



ใช่เพียงแต่ความเยี่ยมยอดด้านการกำกับและการเขียนบทเท่านั้น ที่ทำให้ 21 Grams กลายเป็นหนังในดวงใจของคนเขียนไปตั้งแต่ดูจบรอบแรก (แน่นอนว่าต้องมีรอบอื่นตามมาอีกนับไม่ถ้วน!) บทบาทการแสดงของนักแสดงนำทั้งสาม ซึ่งคู่ควรแก่การเข้าสู่ตำแหน่งเต็งสองของรอบสุดท้ายบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 76 ที่ผ่านมาแทบทุกคน (ยกเว้นเพียงฌอน เพนน์ ซึ่งมิได้เข้าชิงจากเรื่องนี้ แต่พอนำมาเทียบกันแล้วก็ต้องขอบอกอย่างลำเอียงสุดๆว่า “ฌอน เพนน์เล่นเรื่องนี้ได้ดีกว่า” ชัดๆ!) ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ 21 Grams เป็นหนังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้มข้นชนิดที่หนังอีกหลายเรื่องที่ได้เข้าชิงออสการ์ในคราวเดียวกันนี้ไม่อาจเทียบติด!!

ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าตกลงแล้ววิญญาณของคนเรามี ‘น้ำหนัก’ จริงหรือไม่? ซึ่งหากมีจริง ความเชื่อของฟากฝั่งตะวันออกหรือตะวันตกกันแน่ ที่เราๆควรจะใช้เป็นเกณฑ์กลางในการเลือกที่จะเชื่อตาม ทว่าเมื่อดู 21 Grams จบลง คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นกลางใจคนเขียนอย่างฉับพลันทันที นั่นคือ ในยามที่วิญญาณมนุษย์หลุดลอยออกจากร่าง เราอาจจะสามารถวัดน้ำหนักออกมาเป็นค่าของตัวเลขที่แน่นอนแม่นยำได้ก็จริง...

...แต่กับความสูญเสียนานัปการอันเกิดขึ้นภายในจิตวิญญาณของมนุษย์ในยามยังดำรงลมหายใจอยู่นั้น จะมีเครื่องมือวิเศษชนิดใดสามารถวัดน้ำหนักออกมาเป็นค่าของตัวเลขที่แน่นอนแม่นยำได้เล่า...


เศรษฐศิริ


กำกับภาพยนตร์-อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินอาริตู/บทภาพยนตร์-กิลเลอร์โม อาริเอก้า/กำกับภาพ-โรดริโก้ พรีเอโต้/ลำดับภาพ-สตีเฟ่น เมอร์ริโอเน่/ออกแบบงานสร้าง-บริดจิตต์ โบรช/ดนตรีประกอบ-กุสตาโว ซานเทาลัลลา/เครื่องแต่งกาย-มาร์ลีน สจ๊วร์ต/ผู้แสดง-ฌอน เพนน์ (พอล ริเวอร์ส), นาโอมิ วัตต์ส (คริสติน่า แพ็ค), เบนิซิโอ เดล โทโร่ (แจ๊ค จอร์แดน), เมลิซซ่า ลีโอ (แมเรี่ยนน์), ชาร์ล็อตต์ เกนสเบิร์ก (แมรี่), แดนนี่ ฮุสตัน (ไมเคิล), เคลีย ดูวัลล์ (คลอเดีย)

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics